หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

[รีวิว] iPhone 12 Pro Max ไอโฟนรุ่นทรงพลังที่สุด, รองรับ 5G, กล้องอัปเกรดใหม่เพิ่ม LiDAR และจอ 6.7 นิ้ว บนดีไซน์สุดแกร่งจับถนัดมือขึ้น

สำหรับ iPhone 12 series ไอโฟนรุ่นใหม่ปี 2020 ที่เปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีให้เลือกทั้งหมด 4 รุ่น ได้แก่ iPhone 12 mini, iPhone 12, iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ซึ่งรุ่นที่ทีมงาน techmoblog.com จะนำมารีวิวกันในวันนี้ ก็คือ iPhone 12 Pro Max ที่ถือว่าเป็นรุ่นท็อปสุด สเปกจัดเต็มที่สุด และราคาแพงที่สุดในซีรี่ส์นี้

ถ้าเปรียบเทียบกับรุ่นก่อนหน้า iPhone 12 Pro Max ถือว่าเป็นความเปลี่ยนแปลงในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะด้านดีไซน์ที่กลับมาใช้ดีไซน์กรอบตัวเครื่องแบบแบน สไตล์เดียวกับ iPhone 4 แต่ดูหรูหราขึ้นเพราะเป็นกรอบแบบ Stainless Steel และยังช่วยให้จับได้ถนัดมือมากขึ้น อีกทั้งยังมีขนาดหน้าจอใหญ่ขึ้นจากเดิม 6.5 นิ้ว เป็น 6.7 นิ้ว ทำให้ iPhone 12 Pro Max เป็นไอโฟนที่มีขนาดหน้าจอแสดงผลใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา

    SPONSORED

ด้านการประมวลผล iPhone 12 series ทุกรุ่น มาพร้อมกับชิปเซ็ต Apple A14 Bionic ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร แรงที่สุดบน iPhone ทุกรุ่น อีกทั้งยังรองรับการใช้งานเครือข่าย 5G เป็นรุ่นแรกอีกด้วย

กล้องถ่ายรูปของ iPhone 12 Pro Max นั้น ถือว่าอัปเกรดจากรุ่นก่อนอย่าง iPhone 11 Pro Max พอสมควร ทั้งการเพิ่ม LiDAR Scanner ที่ช่วยทำให้การถ่ายภาพแบบ Portrait ในตอนกลางคืนดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน AR, เพิ่มกันสั่น Sensor Shift OIS ที่กล้องหลัก, การบันทึกภาพแบบ ProRAW ไม่บีบอัดไฟล์ และอื่น ๆ อีกมากมาย

ถ้าหากเปรียบเทียบกับ iPhone 11 Pro Max รุ่นก่อน จะคุ้มค่าแค่ไหนถ้าหากจะอัปเกรดมาเป็นรุ่นนี้ มาพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันกับ รีวิว iPhone 12 Pro Max โดยทีมงาน techmoblog.com

    SPONSORED

 

สรุปคะแนนทดสอบจากทีมงาน

 

สเปก iPhone 12 Pro Max
  • ขนาดตัวเครื่อง 160.8 x 78.1 x 7.4 มม.
  • น้ำหนัก 226 กรัม
  • ดีไซน์ด้านหน้าแบบ Ceramic Shield ด้านหลังแบบกระจกผิวด้านและสแตนเลสสตีล
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.7 นิ้ว แบบ Super Retina XDR (OLED Display) ความละเอียด 2778 x 1284 พิกเซล (458 ppi)
    • จอภาพ HDR
    • อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1
    • ความสว่างสูงสุด 800 นิต (ทั่วไป) และความสว่างสูงสุด 1,200 นิต (HDR)
    • เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ
  • ชิปเซ็ต Apple A14 Bionic
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 6 GB
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB, 256 GB หรือ 512 GB
  • กล้องด้านหน้าแบบ TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2)
    • โหมดถ่ายภาพบุคคล พร้อมเอฟเฟกต์ 6 แบบ
    • ฟีเจอร์ Deep Fusion
    • รองรับฟีเจอร์ Smart HDR 3
    • รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 24 fps, 25 fps, 30 fps หรือ 60 fps
    • รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 25 fps,30 fps หรือ 60 fps
    • รองรับการบันทึกวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision สูงสุด 30 fps
  • กล้องด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย
    • เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.6)
    • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.4), มุมมองกว้าง 120°
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2)
      • Optical Zoom 5x
      • Digital Zoom 12x
    • ฟีเจอร์ Deep Fusion
    • รองรับฟีเจอร์ Smart HDR 3
    • รองรับการบันทึกภาพแบบ ProRAW
    • รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ 4K ที่ 24 fps, 25 fps, 30 fps หรือ 60 fps
    • รองรับการบันทึกวิดีโอระดับ HD 1080p ที่ 25 fps,30 fps หรือ 60 fps
    • รองรับการบันทึกวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision สูงสุด 60 fps
  • แบตเตอรี่ขนาด 3,687 mAh
    • รองรับระบบชาร์จเร็ว 20W
    • รองรับการชาร์จแบบไร้สายในแบบ MagSafe สูงสุด 15W
    • รองรับการชาร์จแบบไร้สายในแบบ Qi สูงสุด 7.5W
  • รองรับ Face ID
  • รองรับเครือข่าย 5G, 4G LTE และ NFC
  • ตัวเครื่องรองรับคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 14

 

ดีไซน์ และการออกแบบ

มาเริ่มกันที่กล่องผลิตภัณฑ์ของ iPhone 12 Pro Max กันก่อน อย่างที่หลาย ๆ ท่านทราบกันว่า iPhone 12 series ทุกรุ่น จะไม่มีการแถม Adapter และหูฟัง EarPods มาให้ในชุดจำหน่ายมาตรฐานแล้ว ด้วยเหตุผลด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อลดขยะอิเล็กทรอนิกส์นั่นเอง ทำให้กล่องผลิตภัณฑ์ของ iPhone 12 Pro Max มีขนาดที่บางลงกว่าเดิม

 

โดยอุปกรณ์ที่ให้มาในชุดจำหน่ายมาตรฐานนั้น ประกอบด้วย ตัวเครื่อง iPhone 12 Pro Max สี Graphite, สาย Lightning to USB-C, เข็มสำหรับจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, คู่มือการใช้งาน และสติกเกอร์รูปโลโก้ Apple ที่คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

สำหรับผู้ที่เคยใช้ iPhone 11 Pro Max มาก่อน สามารถนำ Adapter มาใช้งานด้วยกันได้ เนื่องจากเป็น Adapter แบบ USB-C เหมือนกัน แต่ถ้าหากเป็น iPhone รุ่นเก่ากว่านั้น จะต้องซื้อ Adapter เพิ่ม ซึ่ง Apple ก็มีวางจำหน่ายในราคา 690 บาท หรือจะใช้ Adapter แบรนด์อื่นก็ได้เช่นกัน แต่จะต้องเป็นรุ่นที่มีมาตรฐาน MFI ด้วย และไม่ควรเลือกซื้อ Adapter ที่ราคาถูกจนเกินไป เพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

 

มาดูกันที่ตัวเครื่อง iPhone 12 Pro Max กันบ้าง ซึ่งรุ่นนี้ถือว่ามาพร้อมกับดีไซน์ตัวเครื่องใหม่ จากขอบโค้งมนเป็นขอบเหลี่ยม ทำให้จับได้ถนัดมือมากขึ้น เช่นเดียวกับขอบหน้าจอก็เป็นขอบแบนเช่นกัน ซึ่ง iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว ความละเอียด 2778 x 1284 พิกเซล โดยเป็นไอโฟนรุ่นที่มีหน้าจอแสดงผลใหญ่ที่สุดเท่าที่ Apple เคยทำมา (iPhone 11 Pro Max มีขนาดหน้าจอที่ 6.5 นิ้ว)

นอกจากนี้ iPhone 12 Pro Max ยังมาพร้อมกับกระจกหน้าจอแบบ Ceremic Shield ที่ทาง Apple เคลมว่า สามารถทนต่อการตกกระแทกได้ดีขึ้น 4 เท่า พร้อมเทคโนโลยี OLED Super Retina XDR อีกทั้งยังรองรับ HDR ทั้งแบบ Dolby Vision, HDR10 และ HLG อีกด้วย

 

แม้ดีไซน์ตัวเครื่องจะเปลี่ยนไป แต่ iPhone 12 Pro Max ยังคงใช้ดีไซน์จอบาก ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับกล้องด้านหน้าแบบ TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2) และ Face ID สำหรับปลดล็อกตัวเครื่อง อีกทั้งยังรองรับการบันทึกวิดีโอ HDR แบบ Dolby Vision สูงสุด 30 fps ด้วยเช่นกัน ส่วนลำโพงสนทนาเป็นลำโพงแบบสเตอริโอ และมีไมโครโฟนในตัวอีกด้วย

 

ขอบตัวเครื่องของ iPhone 12 Pro Max เป็น Stainless Steel สีเดียวกับตัวเครื่อง ด้านขวาตัวเครื่องเป็นปุ่มด้านข้าง หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อของปุ่ม Power ซึ่งการปิดเครื่องจะต้องกดปุ่มนี้กับปุ่มเพิ่มระดับเสียงพร้อมกัน

 

ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง เป็นปุ่มปิดเสียง, ปุ่มปรับระดับเสียง และถาดใส่ซิมการ์ดที่ย้ายมาอยู่ด้านซ้ายของตัวเครื่องแล้ว

 

ด้านล่างตัวเครื่อง เป็นช่องไมโครโฟนตัวหลัก, พอร์ต Lightning และลำโพงเสียง โดย iPhone 12 Pro Max รองรับระบบชาร์จเร็วสูงสุด 20W อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบบไร้สาย ที่ทาง Apple เรียกเทคโนโลยีดังกล่าวว่า MagSafe รองรับสูงสุด 15W แต่ถ้าหากเป็นที่ชาร์จแบบไร้สายยี่ห้ออื่นที่ไม่ใช่ MagSafe มาชาร์จ จะได้กำลังไฟสูงสุดเพียง 7.5W เท่านั้น

 

มาดูกันที่กล้องด้านหลังกันบ้าง ซึ่งกล้องด้านหลังยังคงเป็นกล้อง 3 ตัวเหมือนเดิม ประกอบด้วย เลนส์ Wide, เลนส์ Ultra Wide และเลนส์ Telephoto ความละเอียดเท่ากันหมดที่ 12 ล้านพิกเซล อีกทั้งยังรองรับการซูมแบบ Optical ที่ 5x และแบบ Digital ที่ 12x ซึ่งฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาก็คือ LiDAR Scanner ที่มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน AR, ช่วยทำให้การถ่ายภาพ Portrait ในตอนกลางคืนดีขึ้น และโฟกัสภาพในที่แสงน้อยไวขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

 

โดยเมื่อเทียบขนาดเลนส์กล้องกับ iPhone 11 Pro Max รุ่นเก่า จะเห็นว่า เลนส์กล้องของ iPhone 12 Pro Max จะนูนกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งตัวเครื่องของ iPhone 12 Pro Max จะมีขนาดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย แต่บางกว่า iPhone 11 Pro Max ประมาณ 0.7 มิลลิเมตร

 

อินเทอร์เฟส และการใช้งานเบื้องต้น

สำหรับ iPhone 12 series นั้น มาพร้อมกับระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุดอย่าง iOS 14 ที่มาพร้อมกับการอัปเกรดแบบครั้งใหญ่ โดยเฉพาะหน้า Home Screen ที่เปลี่ยนไปจากเวอร์ชันเดิม ด้วยลูกเล่นใหม่อย่าง Widget ที่สามารถปรับขนาดและย้ายตำแหน่งได้ตามใจ

 

App Library เป็นพื้นที่สำหรับจัดระเบียบแอปพลิเคชันที่มีทั้งหมดในเครื่องให้เป็นหมวดหมู่ ซึ่งมีประโยชน์มากสำหรับผู้ที่มีแอปฯ ในเครื่องจำนวนมาก และค้นหาแอปฯ ได้ง่ายขึ้นด้วยการพิมพ์ในช่องค้นหาด้านบน

 

การปัดจากมุมบนขวาลงมา จะเป็น Control Center ซึ่งเป็นทางลัดสำหรับปรับการตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ เช่น เปิด-ปิด Wi-Fi, เปิด-ปิด Bluetooth, ไฟฉาย, ล็อกการหมุนของหน้าจอ และอื่น ๆ ซึ่งการกดค้างที่ไอคอนนั้น ๆ จะเข้าสู่เมนูถัดไป ยกตัวอย่างเช่น กดค้างที่ไอคอน Wi-Fi ก็สามารถเลือก Wi-Fi ที่ต้องการเชื่อมต่อได้เลย โดยไม่ต้องเข้าไปหน้า Settings

 

ส่วนการปัดจากมุมบนซ้ายลงมา จะเป็น Notification Center รวมการแจ้งเตือนทั้งหมด

 

รองรับ Dark Mode ซึ่งจะปรับธีมการแสดงผลเป็นสีทึบขึ้น โดยสามารถเลือกให้แสดงผลแบบ Dark Mode ตลอดทั้งวัน หรือเลือกปรับแบบอัตโนมัติได้ นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์ Raise to Wake ยกไอโฟนขึ้นมาเพื่อปลุก แล้วสแกน Face ID ปลดล็อกหน้าจอได้เลยโดยไม่ต้องกดที่ปุ่มด้านข้างตัวเครื่อง

 

สามารถเลือกปรับแต่งฟังก์ชันต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน

 

เลือกเปลี่ยนภาพวอลเปเปอร์ได้ตามใจ ซึ่งให้เลือก 3 รูปแบบ ได้แก่ Dynamic, Stills และ Live หรือจะใช้รูปภาพที่มีในเครื่องเป็นภาพวอลเปเปอร์ก็ได้

 

iPhone 12 series ทุกรุ่น ถือว่าเป็น iPhone รุ่นแรกที่รองรับเครือข่าย 5G ซึ่งในประเทศไทยตอนนี้รองรับที่คลื่นความถี่ 2600 MHz ของเครือข่าย AIS กับ TrueMove H และเตรียมรองรับคลื่นความถี่ 700 MHz ภายในปี 2564 นี้ โดย iPhone 12 series รุ่นที่วางจำหน่ายในไทย จะเป็นแบบ Sub-6 GHz ส่วนโหมดการใช้งาน 5G จะมีให้เลือก 2 โหมด ได้แก่

  • 5G On จะเป็นการเปิดใช้งานบนเครือข่าย 5G ตลอดเวลา แต่การเปิดโหมดนี้ไว้ตลอดเวลาจะค่อนข้างสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่
  • 5G Auto จะเป็นการสลับการใช้งานระหว่าง 4G กับ 5G อัตโนมัติ ซึ่งจะเปลี่ยนเป็นโหมด 5G เฉพาะการใช้งานที่จำเป็น (แนะนำว่าให้ตั้งค่าแบบนี้)

 

COVID-19 Exposure Notifications เป็นฟีเจอร์แจ้งเตือนการสัมผัสเชื้อ COVID-19 ซึ่งเป็นระบบที่ทาง Apple จับมือกับ Google ในการพัฒนา API ขึ้นมาเพื่อให้ทุก ๆ ประเทศสามารถนำไปใช้งานได้ แต่น่าเสียดายที่ผู้ใช้งาน iPhone ในไทยยังไม่สามารถใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวได้ เนื่องจากหน่วยงานในบ้านเรายังไม่ได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้นั่นเอง

 

iPhone 12 Pro Max มาพร้อมกับชิปประมวลผล Apple A14 Bionic แบบ Hexa-Core Processor ที่ผลิตบนสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร และถือว่าเป็นชิปเซ็ตที่ประมวลผลแรงที่สุดในตอนนี้ จากการทดสอบเล่นเกม รวมถึงการใช้งานในด้านต่าง ๆ พบว่า ประมวลผลได้อย่างลื่นไหล ส่วนการทดสอบ Benchmark ด้วยโปรแกรม AnTuTu พบว่า ทำได้ถึง 543,702 คะแนนเลยทีเดียว

 

กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องด้านหลังของ iPhone 12 Pro Max เป็นกล้อง 3 ตัว (Triple Camera) ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล ซึ่งประกอบด้วย เลนส์ Wide, เลนส์ Ultra Wide และเลนส์ Telephoto โดยถูกอัปเกรดให้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็น ขนาดพิกเซลใหญ่ขึ้น, เซ็นเซอร์รับภาพใหญ่ขึ้น รวมถึงยังเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่มีการนำเทคโนโลยี Sensor Shift OIS มาใช้ ซึ่งเป็นระบบกันสั่นแบบ Optical ช่วยทำให้ถ่ายภาพได้ดีขึ้น คมชัดมากขึ้น แม้จะเป็นการถ่ายแบบซูมที่ระยะ 5 เท่าก็ตาม

นอกจากนี้ iPhone 12 Pro Max ยังมาพร้อมกับ LiDAR Scanner ที่มาช่วยในเรื่องของการใช้งานด้าน AR ช่วยทำให้การโฟกัสภาพเร็วขึ้นและแม่นยำขึ้นแม้จะใช้งานในที่แสงน้อย รวมถึงช่วยทำให้สามารถถ่ายภาพแบบ Portrait ในตอนกลางคืนได้สว่างและคมชัดมากขึ้นด้วย ซึ่ง LiDAR Scanner มีบน iPhone 12 Pro อีกรุ่น ส่วนรุ่นอื่น ๆ ไม่รองรับฟีเจอร์ดังกล่าว

สำหรับกล้องด้านหน้าของ iPhone 12 Pro Max เป็นกล้อง TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2) และมาพร้อมกับเทคโนโลยี Deep Fusion กับ Smart HDR 3 ช่วยทำให้การถ่ายภาพในที่แสงน้อยดีขึ้น และเป็น iPhone รุ่นแรกที่สามารถถ่ายภาพ Portrait ในโหมดกลางคืนได้อีกด้วย

 

iPhone 12 Pro และ iPhone 12 Pro Max ที่อัปเดตเป็น iOS 14.3 แล้ว จะสามารถเลือกการบันทึกภาพถ่ายแบบ Apple ProRAW ได้ ซึ่งเป็นการถ่ายภาพแบบไม่บีบอัดไฟล์ ทำให้สามารถนำไฟล์ไปแก้ไขภาพในภายหลังได้ดีกว่าภาพแบบ JPG แต่ทั้งนี้ ภาพที่บันทึกแบบ ProRAW จะมีขนาดไฟล์ที่ค่อนข้างใหญ่อยู่ที่ราว ๆ 25 MB ทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่ภายในตัวเครื่องพอสมควร

 

สำหรับโหมดถ่ายภาพ Portrait สามารถปรับค่ารูรับแสงได้ตั้งแต่ F/1.4 - F/16 และสามารถจัดแสงพร้อมเอฟเฟกต์ให้เลือกถึง 6 แบบ ได้แก่ Natural Light, Studio Light, Contour Light, Stage Light, Stage Light Mono และ High-Key Light Mono 

 

นอกเหนือจากจุดเด่นในเรื่องของการถ่ายภาพนิ่งแล้ว การถ่ายวิดีโอด้วย iPhone 12 Pro Max ถือว่าไม่เป็นรองใครเช่นกัน เพราะเป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของโลกที่สามารถถ่ายวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision สูงสุด 60 fps ความละเอียดระดับ 4K และสามารถนำไฟล์วิดีโอดังกล่าวไปตัดต่อผ่านแอปฯ iMovie ที่มีให้บน iPhone ได้เลย นอกจากนี้ กล้องด้านหน้าแบบ TrueDepth ยังรองรับการถ่ายวิดีโอ HDR ในแบบ Dolby Vision เช่นกัน

สำหรับโหมดถ่ายวิดีโอแบบ Slo-Mo รองรับสูงสุดที่ระดับ 1080p 240 fps นอกจากนี้ ยังสามารถถ่ายวิดีโอแบบ Time-Lapse ในโหมดกลางคืนได้อีกด้วย

 

สำหรับการตั้งค่ากล้องถ่ายรูปในส่วนอื่น ๆ สามารถเข้ามาได้ที่ Settings > Camera

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจาก iPhone 12 Pro Max

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง (0.5x)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง (1x)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง (2.5x)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง (Portrait)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง (Portrait)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง (Portrait)

 

บทสรุปการใช้งาน

ถ้าหากเปรียบเทียบกับ iPhone 11 Pro Max รุ่นก่อน คงปฏิเสธไม่ได้ว่า iPhone 12 Pro Max ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นในหลาย ๆ ด้าน เริ่มกันตั้งแต่ดีไซน์ภายนอก ทั้งกรอบตัวเครื่องเป็นแบบ Stainless Steel ขอบแบน ดูบางเฉียบ พรีเมียม และจับได้ถนัดมือมากขึ้น รวมถึงหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ขึ้นเป็น 6.7 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี Ceramic Shield ที่ทำให้หน้าจอแข็งแกร่งและทนต่อการตกกระแทกได้ดีกว่าเดิม 4 เท่า รวมถึงกันน้ำได้ดีขึ้นตามมาตรฐาน IP68

ด้านการประมวลผลมาพร้อมกับชิปเซ็ตที่เร็วและแรงที่สุดในตอนนี้อย่าง Apple A14 Bionic พร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาด 6 GB และพื้นที่ภายในตัวเครื่องเริ่มต้นที่ 128 GB นอกจากนี้ ยังรองรับการใช้งานเครือข่าย 5G ในประเทศไทยด้วยเช่นกัน

กล้องถ่ายรูปก็ได้รับการอัปเกรดทั้งฟังก์ชันการถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอเช่นกัน ซึ่งมาพร้อมกับ LiDAR Scanner ที่เป็นตัวช่วยในการใช้งานด้าน AR รวมถึงการถ่ายภาพในที่แสงน้อยให้โฟกัสได้แม่นยำขึ้น, รองรับการบันทึกภาพถ่ายแบบ ProRAW ได้ ซึ่งเป็นการถ่ายภาพแบบไม่บีบอัดไฟล์, ทุกเลนส์รองรับ Deep Fusion รวมถึงรองรับการถ่ายวิดีโอแบบ 4K Dolby Vision HDR ทั้งกล้องด้านหน้าและด้านหลัง เรียกได้ว่า ใครที่ชอบการถ่ายภาพด้วยกล้อง iPhone อยู่แล้ว iPhone 12 Pro Max จะช่วยทำให้การถ่ายภาพสนุกขึ้นและมีสีสันมากขึ้นไปอีก

แต่ทั้งนี้ iPhone 12 Pro Max ก็ยังคงมีจุดที่ยังต้องพิจารณาเพิ่มเติมอีกเช่นกัน ขอสรุปไว้เป็นข้อ ๆ ดังนี้

  • กรอบตัวเครื่องติดรอยนิ้วมือหรือคราบเปื้อนได้ค่อนข้างง่าย
  • เลนส์กล้องด้านหลัง มีความนูนมากกว่า iPhone 11 Pro Max
  • แบตเตอรี่มีขนาดความจุน้อยกว่า iPhone 11 Pro Max ทำให้ระยะการใช้งานต่อวันน้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อเปิดใช้งานบนเครือข่าย 5G
  • พอร์ตเชื่อมต่อยังคงเป็น Lightning ไม่ใช่ USB-C
  • หน้าจอแสดงผลมีอัตรารีเฟรชที่ 60Hz
  • รองรับการยืนยันตัวตนด้วย Face ID เพียงอย่างเดียว ทำให้ไม่ค่อยสะดวกเมื่อต้องใช้งานในบางสถานการณ์ อย่างเช่น เมื่อใส่หน้ากากอนามัยจะไม่สามารถสแกน Face ID ได้ ต้องใส่รหัส Passcode แทน
  • ชุดจำหน่ายมาตรฐาน ไม่แถมทั้งหูฟัง EarPods กับ Adapter มาให้แล้ว

 

ราคา iPhone 12 series ในไทย

  • iPhone 12 mini
    • 64 GB ราคา 25,900 บาท
    • 128 GB ราคา 27,900 บาท
    • 256 GB ราคา 31,900 บาท
  • iPhone 12
    • 64 GB ราคา 29,900 บาท
    • 128 GB ราคา 31,900 บาท
    • 256 GB ราคา 35,900 บาท
  • iPhone 12 Pro
    • 128 GB ราคา 36,900 บาท
    • 256 GB ราคา 40,900 บาท
    • 512 GB ราคา 48,900 บาท
  • iPhone 12 Pro Max
    • 128 GB ราคา 39,900 บาท
    • 256 GB ราคา 43,900 บาท
    • 512 GB ราคา 51,900 บาท

 

 

------------------------------------

บทความรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 07/04/2021

iPhone 12 Pro Max