หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

สรุปงาน WWDC 2014 เปิดตัว iOS 8 และ OS X 10.10 Yosemite พร้อมสรุปฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่างละเอียด จนจบงาน

[3-มิถุนายน-2557] เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้วครับ สำหรับงาน Worldwide Developers Conference หรือ WWDC 2014 งานสำหรับบรรดา Developer ที่สามารถนำไปต่อยอด และพัฒนาสุดยอดแอพพลิเคชั่น สำหรับใช้งานในอนาคต ซึ่งในงานนี้ มีการเปิดตัวเฉพาะ iOS 8 และ OS X 10.10 Yosemiteเท่านั้น ไม่มี iPhone 6 ไม่มี iMac ราคาถูก และไม่มี iPhone 5S 8 GB อย่างที่เป็นข่าวครับ มาดูกันว่า ทั้ง iOS 8 และ OS X 10.10 Yosemite จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง กับสรุปงาน WWDC 2014 อย่างละเอียด โดยทีมงาน techmoblog ครับ

    SPONSORED

เริ่มต้นงานกันด้วย VTR แสดงแรงบันดาลใจในการสร้างแอพพลิเคชั่น และประโยชน์ของแต่ละแอพพลิเคชั่น ที่ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์ Apple และหลังจาก VTR จบลง Tim Cook ซีอีโอแอปเปิล ได้ออกมาทักทายผู้เข้าร่วมงานทุกท่าน

ซึ่งภายในงาน จะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ 3 อย่างหลักๆ นั่นก็คือ OS X, iOS และเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาเวอร์ชันใหม่ล่าสุด

โดย Tim Cook ได้กล่าวถึงจำนวนผู้ใช้ที่อัพเดท OS X เมื่อมีการออกเวอร์ชันใหม่ อย่างเช่น OS X Mavericks มีผู้อัพเกรดถึง 51% ในขณะที่ Windows 8 มีผู้อัพเกรดเพียง 14% เท่านั้น

ต่อไป เป็นการเปิดตัว OS X เวอร์ชันใหม่ ที่มีชื่อว่า Yosemite โดยเป็นชื่อของอุทยานแห่งชาติในสหรัฐฯ ซึ่ง OS X 10.10 Yosemite นี้ ได้รับการออกแบบใหม่ ให้มีดีไซน์คล้าย iOS มากขึ้น อีกทั้งยังทำร่วมกับ iOS มากขึ้นอีกด้วย

เริ่มกันที่ Dark Mode ด้วยการเปลี่ยน toolbar ให้เป็นสีเทาเข้ม แต่สีขาวแบบโปร่งแสงบนเวอร์ชันปกติ

Spotlight ถูกออกแบบใหม่ ใหญ่ขึ้น และอยู่กลางหน้าจอ ซึ่งนอกจากจะช่วยค้นหา แอพพลิเคชั่น ที่อยู่ในเครื่องแล้ว ยังรองรับการค้นหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ตอีกด้วย โดยใช้ Bing เป็นเครื่องมือในการค้นหา

Notification Center นั้น ได้มีการเพิ่มแท็บ Today เข้ามาครับ โดยเป็นการแสดงข้อมูลในส่วนของ ปฏิทิน, การแจ้งเตือน, สภาพอากาศ และอื่นๆ แบบเดียวกับ iOS 7 ซึ่งจะแยกส่วนของ Notifications ไว้อีกแท็บหนึ่ง นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถเพิ่ม Widget ใหม่ๆ ได้จาก Mac App Store

Calendar ปรับปรุงในส่วนของ day view เพิ่มแถบด้านขวา แสดงรายละเอียดของการนัดหมายต่างๆ

iCloud Drive คู่แข่ง Google Drive และ Dropbox สามารถเก็บไฟล์ได้ทุกประเภท ​ซึ่ง iCloud Drive นอกจากจะรองรับบน OS X แล้ว ยังรองรับบน iOS อย่าง iPhone และ iPad อีกด้วย สามารถเปิดไฟล์เดียวได้กับทุกอุปกรณ์ ที่มีการเชื่อมต่อผ่านบัญชี iCloud เดียวกัน

ส่วนอีเมล สามารถรับอีเมลใหม่ๆ ได้เร็วขึ้น นอกจากนี้ อินเทอร์เฟสยังเปลี่ยนไปเล็กน้อยอีกด้วย

Markup สามารถใส่ข้อความลงในภาพถ่าย แล้วส่งอีเมลตอนกลับได้เลย ไม่จำเป็นต้อง ทำภาพใหม่บน Photoshop แล้วอัพโหลดเพื่อแนบไปใหม่

Safari บน OS X Yosemite ถูกออกแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Tab View จัดกลุ่มเว็บไซต์ได้ตามใจ ปรับ toolbar ให้เล็กลง ย้ายปุ่ม Bookmark, Reading List และ Top Sites ไปไว้ด้านขวาแทน นอกจากนี้ ยังสามารถค้นหา เว็บไซต์โปรด เพียงแค่คลิกในช่อง smart search ครับ ก็จะมีเว็บไซต์โปรดปรากฏขึ้นมาทันที

ปกติแล้ว AirDrop จะรองรับเฉพาะอุปกรณ์ Mac ด้วยกัน แต่บน OS X 10.10 Yosemite รองรับการทำงานร่วมกันระหว่าง iOS และ OS X ครับ สามารถส่งไฟล์ที่ต้องการ ด้วยการลากไปไว้ที่ AirDrop แล้วส่งได้เลย

ปกติแล้ว เวลาใช้งาน Hotspot จะต้องเปิดใช้งานในหน้า settings บน iPhone เสียก่อน แต่สำหรับฟีเจอร์ Instant Hotspot นั้น เพียงแค่วาง iPhone ไว้ใกล้ๆ เครื่อง Mac ก็จะสามารถต่อ hotspot ได้เลยทันที นอกจากนี้ บนอุปกรณ์​ Mac ยังมีการแสดงสัญญาณของ iPhone ด้วยว่า แบตเตอรี่เหลือเท่าใด, ความแรงของสัญญาณเป็นอย่างไร โดยที่ไม่จำเป็นต้องหยิบ iPhone มาดูแต่อย่างใด

OS X 10.10 Yosemite รองรับการโทรเข้า และโทรออก รวมไปถึงข้อความ SMS และ MMS จาก iPhone ที่รัน iOS 8 ครับ เมื่อใดก็ตามที่มี สายเรียกเข้า จะปรากฏหน้าจอเล็กๆ ที่มุมบนขวาของอุปกรณ์ Mac ซึ่งผู้ใช้ สามารถรับสายจาก iPhone หรือจาก Mac ก็ได้ แล้วสนทนาได้ทันที

หรือถ้าหากมีเบอร์โทรศัพท์ปรากฏบนหน้าเว็บเพจ สามารถไฮไลท์ แล้วกดโทรได้เลยจากเครื่อง Mac

โดย OS X 10.10 Yosemite แบบ Developer preview เปิดให้ดาวน์โหลดแล้ววันนี้ ส่วนเวอร์ชัน Beta Program เปิดให้ดาวน์โหลดช่วงซัมเมอร์ และเวอร์ชันสำหรับผู้ใช้ทั่วไป เปิดให้ดาวน์โหลดช่วงฤดูใบไม้ร่วง และสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีครับ

ต่อไปเป็นการพูดถึงอุปกรณ์ iOS กันบ้าง โดยมีการสรุปยอดขาย iPod Touch อยู่ที่ 100 ล้านเครื่อง, iPad 200 ล้านเครื่อง และ iPhone 500 ล้านเครื่อง

ส่วนยอดผู้ใช้ที่ทำการอัพเกรดเป็น iOS 7 มีถึง 89% เทียบกับ Android KitKat ที่มีอุปกรณ์ Android ดาวน์โหลดเพียง 9% เท่านั้น

รวมถึงมัลแวร์ ที่พบมากบนอุปกรณ์ Android ถึง 99% เลยทีเดียว

ต่อไปเป็นไฮไลท์ที่สำคัญอีกตัวของงาน นั่นก็คือ iOS 8 ครับ

ในส่วนของ Notification ปกติแล้ว เวลามีข้อความแจ้งเตือนเข้ามา ผู้ใช้สามารถคลิกแล้วเข้าสู่แอพฯ นั้นได้ทันที แต่บน iOS 8 เราสามารถตอบกลับจากหน้าจอเด้งนั้นได้เลย ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนทัก Messages มา แค่ลากลงเพื่อเปิดกล่องข้อความ พิมพ์ แล้วส่ง โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องเข้าตัวแอพฯ เลยนั่นเอง นอกจากข้อความธรรมดาๆ แล้ว การแจ้งเตือนปฏิทินนัดหมาย, อีเมล รวมไปถึง Facebook ก็สามารถตอบได้เลยทันที รวดเร็วทันใจครับ

ส่วนการกดปุ่ม Home 2 ครั้ง จะเป็นการเข้าสู่เมนู Multitasking แต่บน iOS 8 นี้ Multitasking ไม่ได้อยู่โดดเดี่ยวอีกต่อไปครับ เพราะได้มีการเพิ่ม รายชื่อผู้ติดต่อ ทั้งแบบ Favourite และผู้ติดต่อล่าสุด เพิ่มเข้ามา ซึ่งสามารถกดโทร, ส่งข้อความ หรือเริ่มใช้ FaceTime ได้เลยจากที่นี่

ในส่วนของอีเมล ได้มีการเพิ่มลูกเล่นเข้ามาใหม่ ปัดไปด้านขวา สำหรับตั้งเป็น ข้อความที่อ่านแล้ว (Mark as Read) หรือการปัดไปทางซ้าย ได้เพิ่มส่วนของ Flag หรือการปักธงอีเมลที่สำคัญๆ (บน iOS 7 มีแค่ปุ่ม More กับ Trash)

Spotlight เวอร์ชันเดิมๆ เน้นค้นหาเฉพาะแอพพลิเคชั่น หรืออีเมล เท่านั้น แต่สำหรับ Spotlight บน iOS 8 สามารถค้นหาได้หลากหลายมากขึ้นครับ ไม่ว่าจะเป็น Wikipedia, ค้นหาข่าวสาร, สถานที่ใกล้เคียง, iTunes Store, App Store, iBooks Store, แนะนำเว็บไซต์ที่น่าสนใจ รวมไปถึง ตารางภาพยนตร์ที่เข้าฉาย

QuickType การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของ คีย์บอร์ด บน iOS 8 ครับ โดยทุกๆ ครั้งที่พิมพ์ จะมีการเดา คำศัพท์ หรือประโยคถัดไป ให้เลือกใช้ โดยที่ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ทุกคำให้เสียเวลา นอกจากนี้ iOS 8 ยังฉลาดขึ้น ด้วยการคาดเดาได้ว่า เรากำลังสื่อสารเรื่องอะไรอยู่ ยกตัวอย่างเช่น เพื่อนพิมพ์ Messages ถามมาว่า Do you want to go for dinner or a movie? เราไม่จำเป็นต้องพิมพ์ Dinner หรือ Movie ครับ ด้านล่าง จะมีคำขึ้นมาให้เลือกได้เลย และที่สำคัญ ฟีเจอร์เดาคำ นี้ รองรับภาษาไทยด้วย แบบนี้ต้องลองเล่นดูนะครับว่า รองรับภาษาไทยได้สมบูรณ์หรือไม่

Messages ได้มีการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ สามารถอัดเสียงแล้วส่งเป็นคลิปเสียงได้แล้ว ส่วนผู้รับ ถ้าต้องการฟังเสียง ก็สามารถยก iPhone ขึ้นฟังได้เลย ซึ่งนอกจากคลิปเสียง Messages ยังสามารถส่งคลิปวีดีโอได้อีกด้วย เรียกได้ว่า เปลี่ยนจากการส่งข้อความแบบธรรมดาๆ ให้มีความหลากหลายมากกว่าเดิม

นอกจากนี้ Messages ยังสามารถคุยแบบเป็นกลุ่มได้ด้วยเช่นกัน สามารถเพิ่มเพื่อน หรือลบเพื่อนที่ไม่ต้องการออกจากกรุ๊ป นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งไม่ให้แจ้งเตือนตลอดเวลาได้ ด้วยการเปิดฟังก์ชัน Do Not Disturb และสามารถเข้ามาอ่านเมื่อมีเวลาครับ สุดท้าย การแชร์ Location แทนที่จะพิมพ์ว่าอยู่ที่ไหน กดแชร์ Location ให้เพื่อนได้รับรู้กันไปเลย เรียกได้ว่า ฟีเจอร์นี้ เริ่มทัดเทียมคู่แข่งอย่าง LINE บ้างแล้ว

แม้ว่าในงาน จะยังไม่มีการเปิดตัว iWatch นาฬิกาอัจฉริยะ แต่ทางแอปเปิล ก็เริ่มเน้นเรื่องสุขภาพมากขึ้นแล้ว กับแอพพลิเคชั่นที่มีชื่อว่า Health ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลด้านร่างกายทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น อัตราการเต้นของหัวใจ, การเผาผลาญแคลอรี่, ระดับน้ำตาลในเลือด, คอเรสเตอรอล และอื่นๆ ผ่านทางแอพพลิเคชั่นด้านสุขภาพต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมือสำหรับนักพัฒนา ที่มีชื่อว่า HealthKit ในการพัฒนาแอพฯ เพื่อสุขภาพ สำหรับใช้งานบน iOS 8 ด้วย ซึ่งในอนาคต น่าจะมีแอพฯ เพื่อสุขภาพให้ดาวน์โหลดกันบน App Store มากมายทีเดียว

Family Sharing สามารถแอด บุคคลในครอบครัวได้สูงสุด 6 คนด้วยกัน ข้อดีก็คือ ทุกๆ ครั้งที่มีการซื้อแอพฯ บน App Store จะมีการแจ้งเตือนไปยัง ผู้ปกครอง ก่อน ทำให้หมดปัญหาเรื่อง บุตรหลานเผลอไปกดซื้อแอพฯ ได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังสามารถแชร์รูป, ตารางนัดหมายต่างๆ รวมไปถึง แชร์ Location ได้อีกด้วย

Photos มีเครื่องมือการแก้ไขภาพถ่ายแบบใหม่ ต่อให้ภาพที่ถ่ายออกมาไม่สวย แสงมืด หรือตำแหน่งของภาพไม่ถูกใจ สามารถนำมาปรับแต่งได้ใหม่ตามต้องการ นอกจากนี้ ยังเพิ่มระบบการปรับความสว่าง และ contrast แบบที่ไม่ต้องพึ่งแอพฯ แต่งภาพอื่นๆ อีกเลย รวมไปถึงการใส่ฟิลเตอร์ ก็มีให้เลือกมากมายกว่าเดิมครับ

ส่วน iCloud Drive จะมีพื้นที่ให้ฟรี 5 GB แต่ถ้าหากพื้นที่ไม่พอ จะต้องซื้อเพิ่ม จ่ายเป็นรายปีครับ

Siri ปรับปรุงใหม่ เปิดใช้งานด้วยการพูดคำว่า Hey, Siri นอกจากนี้ ยังมีฟีเจอร์จดจำเสียงเพลง ผ่านทางเทคโนโลยี Shazam และรองรับการซื้อคอนเทนต์ด้วยการใช้ Siri บน iTunes อีกด้วย

ต่อไปเป็นเครื่องมือสำหรับนักพัฒนากันบ้าง เริ่มกันที่ TestFlight เป็นบริการแบบ beta สำหรับนักพัฒนาที่ต้องการทดสอบ launch แอพฯ บน App Store

นอกจากนี้ ยังมีเครื่องมืออื่นๆ สำหรับนักพัฒนา ให้นำไปปรับแต่งกับ แอพพลิเคชั่น ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็น การเลือก Widget หรือฟิลเตอร์ต่างๆ ยกตัวอย่างเช่น Widget ในส่วนของการแจ้งเตือน

ส่วนคีย์บอร์ด รองรับ third-party keyboard แล้ว ในอนาคต บน iOS 8 จะมีคีย์บอร์ดให้เลือกใช้งานมากขึ้น

Touch ID API นักพัฒนาสามารถนำ API ของ Touch ID ไปต่อยอดกับ แอพพลิเคชั่น ของตนเองได้ เพื่อช่วยเพิ่มความปลอดภัยไปอีกระดับหนึ่ง

Metal เครื่องมือสำหรับนักพัฒนาเกม ประมวลผลได้เร็วขึ้น ได้ภาพกราฟฟิคสวยขึ้น และเนียนขึ้น

Swift ภาษาใหม่สำหรับนักพัฒนาโปรแกรม สามารถใช้งานร่วมกันกับ ภาษา Object-C เดิมได้ ซึ่งภาษาใหม่นี้ มีความเร็วในการประมวลผลมากยิ่งขึ้น

สำหรับอุปกรณ์ที่รองรับ iOS 8 ได้แก่ iPhone 4S, iPhone 5, iPhone 5C, iPhone 5S, iPod touch 5th generation, iPad 2, iPad with Retina display (iPad 4), iPad Air, iPad mini และ iPad mini with Retina (iPad mini 2) เปิดให้นักพัฒนาดาวน์โหลดแบบ beta แล้ววันนี้ครับ

 

 

---------------------------------------
ข้อมูลโดย : techmoblog.com

Update : 27/03/2015

    Promotion มือถือ แนะนำ

WWDC 2014

ข่าวอัพเดทล่าสุด