หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

[รีวิว] Samsung Galaxy S20 Ultra 5G เรือธงตัวท็อป กล้องคมชัด 108MP เอาใจสายซูมด้วย Space Zoom 100 เท่า เร็วและแรงด้วยชิป Exynos 990 และ RAM 12 GB บนจอใหญ่ไซซ์ 6.9 นิ้ว เคาะราคาที่ 39,900 บาท

มาอยู่ในมือทีมงานเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สำหรับ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G สมาร์ทโฟนรุ่นท็อปในตระกูล Galaxy S20 Series ที่ในปีนี้ ชูจุดเด่นในเรื่องของกล้องถ่ายภาพอย่างเต็มรูปแบบ ด้วยกล้องความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ Space Zoom สามารถซูมได้ไกลถึง 100 เท่า และรองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K อีกทั้งยังรองรับเทคโนโลยี 5G บนดีไซน์แบบ Infinity-O Display และหน้าจอไซซ์ใหญ่ แสดงผลได้อย่างเต็มตา

โดย Samsung Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว แบบ Quad HD+ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด 3200 x 1440 พิกเซล ในอัตราส่วน 20:9 คุณภาพระดับ HDR10+ บนดีไซน์หน้าจอแบบ Infinity-O Display เจาะรูตรงกลางสำหรับกล้องด้านหน้า ที่ถือว่าเป็นดีไซน์มาตรฐานของมือถือ Samsung ในช่วงหลังไปแล้ว นอกจากนี้ ยังมีค่ารีเฟรชเรทที่ 120 Hz ที่ช่วยทำให้การตอบสนองต่อการสัมผัสแม่นยำขึ้น และลื่นไหลมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นหน้าจอแบบถนอมสายตา และลดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายต่อสายตาอีกด้วย

    SPONSORED

ด้านการประมวลผล มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 990 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.7 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Mali-G77 MP11 GPU, หน่วยความจำ RAM ขนาด 12 GB, หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 1 TB และแบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วขนาด 45W อีกทั้งยังมาพร้อมกับระบบด้านความปลอดภัย ทั้งการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Sensor) รวมถึงระบบการจดจำใบหน้า (Face Recognition) ทำให้ใช้งานได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

กล้องถ่ายรูป ถือว่าเป็นจุดขายหลักของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G เลยก็ว่าได้ โดยมาพร้อมกับกล้องด้านหลังถึง 4 ตัวด้วยกัน ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล, เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์ DepthVision สำหรับถ่ายภาพแบบชัดลึก ซึ่งข้อดีของกล้องความละเอียดสูงระดับนี้ ก็คือ สามารถ crop ภาพได้โดยที่ยังได้ภาพที่คมชัดอยู่

นอกเหนือจากกล้องความละเอียดสูงแล้ว Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ยังชูจุดเด่นในเรื่องของการซูม ซึ่งแบ่งออกเป็น ระยะการซูมแบบ Optical Zoom ที่ 10 เท่า, Hybrid Zoom ที่ 30 เท่า และ Space Zoom ที่ 100 เท่า เรียกได้ว่า สามารถถ่ายภาพได้หลากหลายระยะในมือถือเพียงรุ่นเดียว นอกจากนี้ ยังรองรับฟีเจอร์ถ่ายภาพที่ผู้ใช้ Samsung คุ้นเคยกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็น Live Focus สำหรับถ่ายภาพหน้าชัดหลังเบลอ, โหมด Scene Optimizer กับการใช้เทคโนโลยี AI ในการช่วยประมวลผล และปรับแสงสีของภาพให้เหมาะสมกับวัตถุนั้น ๆ รวมถึง Super Steady ลดการสั่นไหวในขณะถ่ายวิดีโอ ส่วนกล้องด้านหน้า ความละเอียดอยู่ที่ 40 ล้านพิกเซล พร้อมโหมด Live Focus สำหรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ และโหมด Beauty ที่สามารถปรับแต่งใบหน้าได้ตามความต้องการ

เกริ่นคุณสมบัติเบื้องต้นกันคร่าว ๆ ไปแล้ว มาดูกันว่า ด้วยราคาค่าตัวเฉียด 40,000 บาท เมื่อนำมาใช้งานจริง Samsung Galaxy S20 Ultra 5G จะตอบโจทย์ผู้ใช้งานกลุ่มใดบ้าง กับรีวิว Samsung Galaxy S20 Ultra 5G โดยทีมงาน techmoblog.com

 

สรุปคะแนนทดสอบจากทีมงาน

 

สเปก Samsung Galaxy S20 Ultra 5G
  • หน้าจอแสดงผลกว้าง 6.9 นิ้ว แบบ Quad HD+ Dynamic AMOLED 2X (Infinity-O Display) ความละเอียด 3200 x 1440 พิกเซล, อัตราส่วน 20:9
  • ชิปเซ็ต Exynos 990 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.7 GHz
  • ชิปประมวลผลภาพกราฟิก Mali-G77 MP11 GPU
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 12 GB
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 1 TB
  • กล้องด้านหน้า ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (F/2.2)
  • กล้องด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบด้วย
    • เลนส์หลัก ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล (F/1.8), ระบบกันสั่น OIS
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (F/3.5), ระบบกันสั่น OIS
    • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2)
    • เลนส์ DepthVision
    • ไฟแฟลช LED
  • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi, 3G, 4G LTE และ 5G
  • แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วขนาด 45W
  • รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Sensor)
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Hybrid Slot)
  • รองรับเทคโนโลยี NFC และ Samsung Pay
  • ฟีเจอร์ Wireless PowerShare สามารถชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นได้
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 และ One UI เวอร์ชัน 2.1

>> สเปก Samsung Galaxy S20 Ultra 5G อย่างละเอียด คลิกที่นี่

 

รีวิว Samsung Galaxy S20 Ultra 5G : ดีไซน์ และการออกแบบ

Samsung Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับดีไซน์แบบ Infinity-O Display ซึ่งเป็นดีไซน์เดียวกับ Samsung Galaxy Note 10 และเริ่มเป็นดีไซน์มาตรฐานของมือถือ Samsung นับตั้งแต่ช่วงปลายปี 2019 ที่ผ่านมา โดย Samsung Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว แบบ Dynamic AMOLED 2X ความละเอียด 3200 x 1440 พิกเซล บนอัตราส่วนขนาด 20:9

นอกจากนี้ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ยังมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลที่มีค่า Refresh Rate 120 Hz ซึ่งตอบสนองได้อย่างแม่นยำและลื่นไหลมากยิ่งขึ้น โดยถ้าหากผู้ใช้ตั้งค่า Refresh Rate ที่ 120 Hz จะปรับความละเอียดได้สูงสุดที่ FHD+ เท่านั้น แต่ถ้าหาก Refresh Rate อยู่ที่ 60 Hz จะสามารถปรับความละเอียดได้ที่ระดับ QHD+

ส่วนบอดี้ตัวเครื่องเป็นกระจก Gorilla Glass 6 ทั้งด้านหน้าและด้านหลังตัวเครื่อง โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 166.9 x 76.0 x 8.8 มิลลิเมตร และหนัก 222 กรัม ซึ่งถือว่า หนักพอสมควรเลยทีเดียว

 

ด้านบนของหน้าจอแสดงผล เป็นหน้าจอเจาะรูแบบ Infinity-O Display สำหรับกล้องด้านหน้า ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (F/2.2) และระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF พร้อมเซ็นเซอร์ต่าง ๆ และลำโพงสำหรับสนทนาที่ซ่อนอยู่ตรงขอบสีดำด้านบน

 

ด้านล่างของหน้าจอแสดงผล เป็นปุ่มควบคุมการทำงานแบบ On-Screen ประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่ม Home และปุ่มย้อนกลับ นอกจากนี้ ยังรองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Ultrasonic Fingerprint Sensor อีกด้วย

 

ด้านขวาของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ปุ่ม Home และปุ่มปรับระดับเสียง

 

ด้านซ้ายตัวเครื่อง ไม่มีปุ่มควบคุมการทำงาน

 

ด้านบนตัวเครื่อง เป็นช่องสำหรับซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ nanoSIM รวมถึง microSD Card รองรับสูงสุด 1 TB ส่วนด้านขวา เป็นไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรอบข้าง

 

ด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ลำโพงเสียง, พอร์ต USB-C และไมโครโฟน

 

สำหรับ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G รุ่นที่นำมารีวิวนี้ เป็นตัวเครื่องสีดำ Cosmic Black ซึ่งกล้องถ่ายรูปด้านหลังตัวเครื่อง มาพร้อมโมดูลแบบ Iconic Square ที่ถือว่าเป็นดีไซน์กล้องมาตรฐานของมือถือ Samsung ในปีนี้ โดยจะเห็นว่า กินพื้นที่ส่วนบนของตัวเครื่องไปมากพอสมควร และเลนส์กล้องนูนออกมาจนไม่สามารถวางราบกับพื้นโต๊ะได้

ส่วนตำแหน่งการจัดวางกล้องนั้น จะเป็นออกเป็น กล้อง 3 ตัวด้านบน พร้อมไฟแฟลช และไมโครโฟนที่มาพร้อมกับฟังก์ชัน Zoom-in Mic ส่วนกล้อง Periscope สำหรับใช้ซูมนั้น จะอยู่ด้านล่าง พร้อมกับตัวอักษรคำว่า 100X Space Zoom ที่ถือว่า เป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้นั่นเอง

สำหรับสเปกกล้องด้านหลังทั้ง 4 ตัว มีรายละเอียดดังนี้

  • เลนส์หลัก ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล, รูรับแสง F/1.8, ระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, มุมมองกว้าง 120 องศา, รูรับแสง F/2.2
  • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, รูรับแสง F/3.5, ระบบโฟกัสภาพแบบ PDAF และระบบกันสั่น OIS
  • เลนส์​ DepthVision

 

รีวิว Samsung Galaxy S20 Ultra : กล้องถ่ายรูป

เนื่องจากกล้องถ่ายรูปถือว่าเป็นจุดขายหลักของรุ่นนี้ เลยขอพูดถึงเรื่องกล้องกันก่อน โดย Samsung Galaxy S20 Ultra 5G มาพร้อมกับกล้องด้านหลัง 4 ตัว ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล พร้อมฟีเจอร์ Space Zoom บนเลนส์ Telephoto ที่สามารถซูมได้สูงสุดถึง 100 เท่า อินเทอร์เฟสกล้องถือว่าใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน โดยโหมดกล้องต่าง ๆ จะอยู่ที่เมนูอื่น ๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถลากโหมดที่ใช้งานบ่อยมาไว้หน้าหลักได้เช่นกัน

หลาย ๆ ท่านอาจจะเกิดคำถามว่า ภาพถ่ายความละเอียดสูงถึง 108 ล้านพิกเซลนี้ มีดีอย่างไร ข้อดีก็คือ สามารถนำไป crop, ซูม หรือแต่งภาพได้โดยที่ยังได้ภาพที่คมชัด โดยถ้าเลือกโหมดถ่ายภาพความละเอียด 108MP นั้น สัดส่วนของภาพจะมีแค่ขนาด 3:4 เท่านั้น และไม่สามารถใช้โหมดซูมได้

 

ในเรื่องของระบบซูมบน Samsung Galaxy S20 Ultra 5G จะแบ่งออกเป็น ระยะการซูมแบบ Optical Zoom ที่ 10 เท่า, Hybrid Zoom ที่ 30 เท่า และ Space Zoom ที่ 100 เท่า โดยสามารถเลือกระยะซูมได้ตั้งแต่ 0.5x, 1.0x, 2.0x, 4.0x, 10x, 30x และ 100x ซึ่งระยะซูมที่ 100 เท่าถือว่าเป็นลูกเล่นที่น่าสนใจไม่น้อย แต่ในแง่ของการใช้งานจริงจะต้องแลกมาด้วยภาพถ่ายที่ขาดรายละเอียดไปมาก และไม่คมชัด อีกทั้งจำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องช่วยจึงจะได้ภาพที่นิ่งมากที่สุด

 

ทีมงานทดสอบด้วยการซูม 100 เท่าถ่ายดวงจันทร์ พบว่า การโฟกัสภาพทำได้ในระดับปานกลาง แต่โฟกัสได้เพียงชั่วครู่เท่านั้น ภาพก็กลับมาเบลอ และสั่นไหวมาก ถ่ายได้ค่อนข้างยาก แม้ว่าในขณะที่ทำการทดสอบจะวางตัวเครื่องไว้ที่ขอบกำแพงแล้วก็ตาม คาดว่าทาง Samsung น่าจะปล่อยเฟิร์มแวร์อัปเดตฟีเจอร์ Space Zoom ในเร็ว ๆ นี้

 

อีกหนึ่งโหมดถ่ายภาพที่น่าสนใจบน Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ก็คือ Single Take ซึ่งเป็นโหมดถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอความยาว 10 วินาทีพร้อมกัน โดยเคล็ดลับในการถ่ายภาพแบบ Single Take ก็คือ จะต้องถ่ายภาพแบบเคลื่อนที่ไปมา สลับไปที่ตัวบุคคลบ้าง วัตถุบ้าง ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ จะมีทั้งภาพนิ่ง, ภาพวิดีโอ, ภาพที่ดีที่สุด, ภาพแบบใส่ฟิลเตอร์ในรูปแบบต่าง ๆ สูงสุดถึง 14 แบบ ที่สามารถนำไปแชร์ต่อได้เลยโดยไม่ต้องแต่งเพิ่มอีก

นอกเหนือจากการถ่ายภาพนิ่งแล้ว การถ่ายวิดีโอบน Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ก็ถือว่า ไม่ธรรมดาเช่นกัน โดยสามารถถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K พร้อมฟีเจอร์ 8K Video Snap สามารถ capture เป็นภาพนิ่งความละเอียด 33 ล้านพิกเซลจากวิดีโอได้เลย

 

ในส่วนของกล้องด้านหน้านั้น จะมีความละเอียดอยู่ที่ 40 ล้านพิกเซล (F/2.2) ซึ่งจะได้ภาพถ่ายที่ละเอียดมาก และสามารถตั้งเวลาถ่ายภาพ รวมถึงใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่ายได้

 

พูดถึงเรื่องฟิลเตอร์ อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจก็คือ Custom Filters หรือฟิลเตอร์ส่วนตัว สมมติว่าไปเจอ preset ถูกใจบน Instagram ก็ให้เซฟภาพนั้นมาใช้เป็นฟิลเตอร์ส่วนตัวได้โดยที่ไม่ต้องไปปรับโทนสีอะไรอีก จากการทดสอบใช้งานก็คือ ยังไม่ตรงกับภาพต้นฉบับมากเท่าที่ควร แต่ก็ถือว่าใช้งานได้ง่ายและสะดวก

 

ถ่ายรูปด้วยกล้องด้านหน้า โหมดที่ขาดไม่ได้ก็คือ Beauty ที่สามารถปรับรูปใบหน้าได้ 4 แบบ ได้แก่ ความเรียบเนียน, สีผิว, แนวกราม และดวงตา สูงสุด 8 ระดับ

 

หรือจะปรับแบบอัตโนมัติก็ได้เช่นกัน สูงสุด 3 ระดับ

 

ส่วนโหมด Live Focus ถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ สามารถเลือกรูปแบบการเบลอได้ 5 รูปแบบ ได้แก่ เบลอ, วงกลมขนาดใหญ่, สปิน, ซูม และ Color Point อีกทั้งยังสามารถปรับความเนียนของผิวได้สูงสุด 8 ระดับ

 

มาที่ฟังก์ชันการใช้งานด้าน AR กันบ้าง มีให้เลือกใช้งานหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น AR Emoji, AR Doodle, Deco Pic, ตัวสแกน 3D, การวัดด่วน และ Picture Link

 

รองรับฟีเจอร์ AR Emoji กับการสร้างภาพ Emoji ของตัวเอง โดยผู้ใช้สามารถเลือกปรับแต่งใบหน้า และเครื่องแต่งกายได้ตามใจชอบ รวมถึง AR Sticker ที่ช่วยเพิ่มลูกเล่นให้ภาพถ่ายน่าสนใจมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง เลนส์ Ultra Wide

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง เลนส์ปกติ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง เลนส์ Ultra Wide

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง เลนส์ Ultra Wide

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง เลนส์ปกติ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง โหมดอาหาร

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง โหมดอาหาร

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง โหมดอาหาร

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ตอนกลางคืน

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ซูม 0.5x (Ultra Wide)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ซูม 1.0x

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ซูม 2.0x

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ซูม 4.0x

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ซูม 10x

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหลัง ซูม 30x

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหน้า ปรับความเนียนระดับ 4

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหน้า ปรับความเนียนระดับ 8

 

ตัวอย่างภาพถ่ายด้วยกล้องด้านหน้า โหมด Live Focus

 

รีวิว Samsung Galaxy S20 Ultra : อินเทอร์เฟส และการใช้งานเบื้องต้น

Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 และอินเทอร์เฟส One UI เวอร์ชัน 2.1 ซึ่งรุ่นนี้รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ nanoSIM และรองรับเครือข่าย 4G LTE ทั้ง 2 ซิมการ์ด นอกจากนี้ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ยังรองรับเครือข่าย 5G ด้วยเช่นกัน โดยรองรับคลื่นความถี่ 1700 MHz, 2600 MHz และ 3500 MHz ซึ่งจากการประมูลคลื่น 5G ในไทยเมื่อเดือนที่ผ่านมา สามารถใช้งานกับคลื่นความถี่ 2600 MHz ของ AIS กับ TrueMove H ได้

 

สำหรับฟังก์ชันการแจ้งเตือน สามารถเข้าสู่เมนูลัดสำหรับตั้งค่าการใช้งานในเบื้องต้นได้ ทั้ง Wi-Fi, Bluetooth, ล็อกการหมุนของหน้าจอ, ปรับความสว่างของหน้าจอ, ไฟฉาย, Airplane Mode และการตั้งค่าอื่น ๆ รวมถึงปิดเครื่อง หรือรีสตาร์ทเครื่องจากส่วนนี้ก็ได้เช่นกัน

 

สามารถเลือกเปลี่ยนวอลเปเปอร์, ธีมส่วนตัว, ไอคอนส่วนตัว รวมถึง Widget ต่าง ๆ ได้ตามสไตล์การใช้งาน

 

การปัดจากซ้ายไปขวา จะเป็นการเปิดใช้งานฟีเจอร์ Bixby Home เวอร์ชัน 3.0 ด้านในจะประกอบด้วยคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่ผู้ใช้ให้ความสนใจ รวมถึงข้อมูลและกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ใช้จะถูกรวมมาไว้ในหน้าเดียว

 

การปัดขึ้นจากหน้า Home จะเข้าสู่ App Drawer รวมแอปพลิเคชันที่มีทั้งหมดในตัวเครื่อง เบื้องต้นนั้นมีแอปพลิเคชันพื้นฐานของทาง Samsung, Google และ Microsoft ติดตั้งมาให้เรียบร้อยแล้ว

 

ส่วนการกดค้างที่ไอคอนแอปฯ จะพบกับเมนูลัดต่าง ๆ ทำให้เข้าถึงแอปฯ นั้น ๆ ได้รวดเร็วขึ้น

 

สามารถตั้งค่าการแสดงผลของไอคอนแอปฯ ได้ 4 รูปแบบ ซึ่งได้แก่ 4x5, 4x6, 5x5 และ 5x6

 

สำหรับจอภาพนั้น สามารถตั้งค่าได้ทั้งแบบโหมดสว่าง และโหมดมืด ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนธีมให้เป็นสีทึบ สำหรับการใช้งานในที่แสงน้อยให้สบายตามากขึ้น นอกจากนี้ ยังรองรับฟีเจอร์ฟิลเตอร์แสงสีฟ้า กับการจำกัดปริมาณแสงสีฟ้าบนหน้าจอด้วยการเปลี่ยนสีบนหน้าจอให้เป็นสีเหลืองนวล เพื่อลดอาการล้าที่ดวงตาเมื่อใช้เป็นเวลานาน ๆ หรือใช้ในที่แสงน้อย ส่วนโหมดหน้าจอ สามารถเลือกได้ 2 แบบคือ สดใส กับ ธรรมชาติ และสามารถปรับค่าสมดุลสีขาวได้

 

สามารถตั้งค่าเพื่อเปิด-ปิดการใช้งานหน้าจอขอบ (Edge Screen) ด้วยการปัดที่ขอบด้านขวา เพื่อเปิดเมนูลัดเข้าสู่แอปพลิเคชันที่เลือกไว้ได้อย่างรวดเร็วขึ้น หรือผู้ใช้สามารถเลือกแผง Edge ในรูปแบบอื่น ๆ ได้ตามการใช้งาน

 

Edge Lighting แสดงการแจ้งเตือนในรูปแบบ Pop Up ขนาดเล็กพร้อมเอฟเฟกต์แสง ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบ, สีสัน, ความโปร่งใส และช่วงเวลาในการแสดงเอฟเฟกต์ได้

 

ปุ่มควบคุมการทำงานแบบสัมผัส สามารถเลือกสลับตำแหน่งของปุ่ม Recent Apps กับปุ่ม Back ได้ หรือจะเปลี่ยนเป็นการควบคุมการทำงานแบบใช้ท่าทางก็ได้เช่นกัน

 

ในด้านความปลอดภัยและการปลดล็อกตัวเครื่องนั้น รองรับทั้งการสแกนใบหน้า (Face Recognition) และการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Sensor)

 

สามารถปรับอัตราการรีเฟรชของหน้าจอได้ 2 แบบ นั่นก็คือ 60 Hz อัตราการรีเฟรชระดับมาตรฐาน และ 120 Hz เป็นอัตราการรีเฟรชระดับสูง ซึ่งระดับนี้จะได้ภาพที่นิ่งกว่าและลื่นไหลมากกว่า แต่ความละเอียดของหน้าจอจะปรับได้สูงสุดที่ระดับ FHD+ เท่านั้น เนื่องจากค่อนข้างสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่

 

รองรับฟีเจอร์ Always On Display กับการแสดงวันที่, เวลา รวมถึงข้อความแจ้งเตือนต่าง ๆ บนหน้า Lock Screen ในขณะที่หน้าจอยังดับอยู่ ซึ่งสามารถปรับรูปแบบของการแสดงเวลา และสีสันได้

 

ปุ่มด้านข้างตัวเครื่อง สามารถเลือกเพื่อตั้งค่าการใช้งานได้ เช่น กด 2 ครั้งเพื่อเปิดกล้อง - เปิด Bixby - เปิดแอปฯ หรือกดค้างไว้เพื่อปลุก Bixby - ปิดเครื่อง เป็นต้น

 

รองรับฟีเจอร์ มุมมองป๊อปอัพอัจฉริยะ (Smart Pop-up View) ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่มีไว้เพื่อย่อแอปพลิเคชันให้มีขนาดที่เล็กลง และสามารถย้ายตำแหน่งได้อย่างอิสระ เพื่อให้สามารถใช้งานแอปฯ อื่นได้พร้อมกัน

 

สามารถควบคุมการใช้งานด้วยการเคลื่อนไหวและท่าทาง เช่น หน้าจอติดเมื่อหยิบโทรศัพท์, แตะหน้าจอ 2 ครั้งเพื่อปลุก, ใช้ฝ่ามือปัดเพื่อจับภาพ, ปัดเพื่อโทรหรือส่งข้อความ และโหมดมือเดียว กับการปรับขนาดของการแสดงผลลงชั่วคราวเพื่อให้สามารถควบคุมการใช้งานด้วยมือเดียวได้ง่ายขึ้น

 

รองรับฟีเจอร์ Dual Messenger สามารถเชื่อมต่อ 2 บัญชีในแอปฯ เดียวกันได้พร้อมกัน เช่น Facebook, LINE เป็นต้น

 

Digital Wellbeing เป็นโหมดสำหรับติดตามเวลาในการใช้งานแต่ละแอปพลิเคชัน ที่ผู้ใช้สามารถตั้งค่าขีดจำกัดรายวันในการใช้งานแอปฯ แต่ละแอปฯ ได้ นอกจากนี้ ผู้ปกครองยังสามารถเพิ่มการจำกัดคอนเทนต์และตั้งค่าการจำกัดการใช้งานของบุตรหลานให้ใช้งานในแต่ละวันได้ด้วยเช่นกัน

 

Smart Manager แอปพลิเคชันสำหรับดูแลและบำรุงรักษาอุปกรณ์ ซึ่งสามารถปรับการตั้งค่าได้หลายส่วนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น แบตเตอรี่, พื้นที่จัดเก็บในภายตัวเครื่อง, เคลียร์ RAM, สถานะความปลอดภัย และควบคุมปริมาณการรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย

 

ในกรณีที่คลิปวิดีโอไม่ได้อยู่ในอัตราส่วนที่ 20:9 การแสดงผลจะเป็นแบบไม่เต็มจอ ซึ่งจะเหลือขอบด้านข้างซ้ายและขวาเอาไว้ แต่ผู้ใช้สามารถขยายให้เต็มจอได้ แต่ภาพจะตัดขอบด้านบนและด้านล่างออกไปเล็กน้อย

 

รองรับฟีเจอร์ Game Booster สำหรับเกมเมอร์ ซึ่งระบบจะทำการเรียนรู้รูปแบบการใช้งานของผู้ใช้เพื่อปรับการใช้งานให้เหมาะสม นอกจากนี้ ผู้ใช้ยังสามารถบล็อกการแจ้งเตือนต่าง ๆ รวมถึงสายเรียกเข้าไม่ให้รบกวนในระหว่างเล่นเกมได้ อีกทั้งยังมีโหมดล็อกหน้าจอและสามารถกลับเข้ามาเล่นเกมเดิมได้ทันที โดยที่ไม่ต้องเข้าแอปฯ เกมนั้นใหม่

 

มาทดสอบประสิทธิภาพด้านการเล่นเกมกันบ้าง ซึ่ง Samsung Galaxy S20 Ultra 5G รุ่นที่นำมาทดสอบนี้ มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 990 และหน่วยความจำ RAM ขนาด 12 GB ตอบสนองต่อการเล่นเกมได้อย่างดี โหลดไว ลื่นไหล ไม่สะดุด ประกอบกับฟีเจอร์ Game Booster ทำให้ตัวเครื่องไม่ร้อนจนเกินไปในขณะที่เล่นเกมอีกด้วย

 

ทดสอบ Benchmark ด้วยโปรแกรม Geekbench 5 ทำได้ 624 คะแนน และ 2,641 คะแนน สำหรับการทดสอบแบบ Single-Core และ Multi-Core ส่วนโปรแกรม 3D Mark กับการทดสอบแบบ Sling Shot Extreme - OpenGL ES 3.1 ได้คะแนนการทดสอบที่ 6,673 คะแนน และการทดสอบแบบ Sling Shot Extreme - Vulkan ได้คะแนนการทดสอบที่ 6,200 คะแนน

 

ส่วนการทดสอบด้วยโปรแกรม AnTuTu ทำได้ 449,152 คะแนน

 

บทสรุปการใช้งาน

สรุปแล้ว การมาของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ในปีนี้ นับว่าเป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์อีกรุ่นที่น่าสนใจไม่น้อย กับการสานต่อนวัตกรรมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก เริ่มกันตั้งแต่หน้าจอแสดงผล ที่ในปีนี้เป็นหน้าจอแบบ Dynamic AMOLED 2X คุณภาพระดับ HDR10+ ขนาดใหญ่ถึง 6.9 นิ้ว ความละเอียด 3200 x 1440 พิกเซล และขอบจอบางลง อีกทั้งหน้าจอแสดงผลยังมีค่า Refresh Rate ที่ 120 Hz ทำให้การแสดงผลที่ได้มีความนิ่งและลื่นไหลกว่าหน้าจอแสดงผลที่มีค่า Refresh Rate ที่ 60 Hz นอกจากนี้ ยังเป็นหน้าจอแบบถนอมสายตา ด้วยฟีเจอร์ลดแสงสีฟ้าที่เป็นอันตรายกับดวงตา รวมถึงสามารถเปลี่ยนให้เป็นธีมสีดำได้ เพื่อให้การใช้งานในที่แสงน้อยสบายตามากขึ้น

กล้องถ่ายรูป ถือว่าเป็นจุดขายหลักของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งกล้องด้านหลังมาพร้อมโมดูลแบบ Iconic Square ที่ถือว่าเป็นดีไซน์กล้องมาตรฐานของมือถือ Samsung ในปีนี้ โดยมีกล้องทั้งหมด 4 ตัว ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล, เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล, เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล และเซ็นเซอร์ DepthVision สำหรับวัดระยะชัดลึก ซึ่งข้อดีของกล้องความละเอียดสูง 108 ล้านพิกเซลก็คือ ได้ภาพที่ไม่สูญเสียรายละเอียดแม้จะมีการซูม, crop ภาพ หรือนำภาพไปพรินท์

นอกเหนือจากกล้องความละเอียดสูงแล้ว สิ่งที่ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G เหนือกว่ารุ่นอื่นในซีรี่ส์เดียวกัน ก็คือ ฟีเจอร์ Space Zoom ที่สามารถซูมได้ถึง 100 เท่า ซึ่งการใช้งานโหมดนี้จำเป็นต้องมีขาตั้งกล้องเพื่อให้ได้ภาพที่นิ่งและคมชัดที่สุด อีกทั้งยังมีระยะการซูมแบบ Optical Zoom ที่ 10 เท่าโดยไม่สูญเสียรายละเอียด และ Hybrid Zoom ที่ 30 เท่าให้เลือกด้วยเช่นกัน

นอกจากนี้ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ยังรองรับฟีเจอร์ด้านการถ่ายภาพอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น Bright Night สำหรับการถ่ายภาพในที่แสงน้อย ที่จะใช้หลักการเก็บภาพหลาย ๆ ภาพซ้อนกันไว้เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลด noise และความเบลอ ประกอบกับเซ็นเซอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ภาพที่ได้สว่างและสดใสแม้จะถ่ายในที่แสงน้อย, การถ่ายวิดีโอ รองรับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ 8K พร้อมฟีเจอร์ 8K Video Snap สามารถ capture ภาพจากวิดีโอ 8K ได้ภาพถ่ายความละเอียดสูงสุดที่ 33 ล้านพิกเซล, Single Take โหมดการถ่ายภาพรูปแบบใหม่ที่ได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในครั้งเดียว สูงสุดถึง 14 รูปแบบ สามารถนำไปแชร์ต่อได้โดยไม่ต้องปรับแต่งใด ๆ, ฟีเจอร์ Super Steady ระบบกันสั่นที่ช่วยลดการสั่นไหว รวมถึงโหมดการถ่ายภาพ Pro ที่สามารถตั้งค่าการถ่ายภาพได้เช่นเดียวกับกล้องระดับโปร

ด้านการประมวลผล มาพร้อมกับชิปเซ็ต Exynos 990 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.7 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Mali-G77 MP11 GPU, หน่วยความจำ RAM ขนาด 12 GB, หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 1 TB, แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วขนาด 45W, ฟีเจอร์ Wireless PowerShare สามารถชาร์จอุปกรณ์อื่นได้ด้วยการวางทาบที่ด้านหลังตัวเครื่อง และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 ครอบทับด้วยอินเทอร์เฟส One UI เวอร์ชัน 2.1

 

โดย Samsung Galaxy S20 Ultra 5G วางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว เคาะราคาที่ 39,900 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Cosmic Grey และ Cosmic Black สามารถจับจองเป็นเจ้าของกันได้แล้วที่ Samsung Experience Store และร้านตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

จุดเด่นของ Samsung Galaxy S20 Ultra 5G

  • บอดี้ตัวเครื่องเป็นกระจกแบบ Gorilla Glass 6 พร้อมกรอบอะลูมิเนียม ทำให้ตัวเครื่องมีความแข็งแกร่งและทนทาน
  • หน้าจอแสดงผลกว้าง 6.9 นิ้ว แบบ Quad HD+ Dynamic AMOLED 2X (Infinity-O Display) ความละเอียด 3200 x 1440 พิกเซล, อัตราส่วน 20:9
    • รองรับ HDR10+
    • หน้าจอแสดงผลค่า Refresh Rate สูงสุดที่ 120 Hz (มีให้เลือก 2 แบบคือ 60 Hz กับ 120 Hz)
    • ได้รับการรับรองระดับสีของอุปกรณ์เคลื่อนที่ที่ 100% ของ DCI-P3 (Digital Cinema Initiatives) โดย VDE Germany
    • รองรับความสว่างสูงสุดที่ 1200 nits
    • อัตราคอนทราสต์ที่ 2,000,000:1
  • ชิปเซ็ต Exynos 990 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.7 GHz
  • ชิปประมวลผลภาพกราฟิก Mali-G77 MP11 GPU
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 12 GB
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 1 TB
  • กล้องด้านหน้า ความละเอียด 40 ล้านพิกเซล (F/2.2)
  • กล้องด้านหลัง 4 ตัว (Quad Camera) ประกอบด้วย
    • เลนส์หลัก ความละเอียด 108 ล้านพิกเซล (F/1.8), ระบบกันสั่น OIS
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (F/3.5), ระบบกันสั่น OIS
    • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2)
    • เลนส์ DepthVision
    • ไฟแฟลช LED
    • ฟีเจอร์ Space Zoom ซูมสูงสุด 100 เท่า
    • ฟีเจอร์ Bright Night สำหรับถ่ายภาพในที่แสงน้อย
    • รองรับการถ่ายวิดีโอที่ความละเอียดสูงสุดระดับ 8K
    • ฟีเจอร์ 8K Video Snap สามารถ capture ภาพจากวิดีโอ 8K ได้ภาพถ่ายความละเอียดสูงสุดที่ 33 ล้านพิกเซล
    • ฟีเจอร์ Single Take โหมดการถ่ายภาพรูปแบบใหม่ที่ได้ทั้งภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในครั้งเดียว สูงสุดถึง 14 รูปแบบ
    • ฟีเจอร์ Super Steady ช่วยลดการสั่นไหวในขณะถ่ายวิดีโอ
  • รองรับการเชื่อมต่อเครือข่าย Wi-Fi, 3G, 4G LTE และ 5G
  • รองรับ Bluetooth เวอร์ชัน 5.0
  • แบตเตอรี่ขนาด 5,000 mAh พร้อมรองรับระบบชาร์จเร็วขนาด 45W
  • รองรับการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Ultrasonic Fingerprint Sensor)
  • รองรับระบบการสแกนใบหน้า (Face Recognition)
  • ฟีเจอร์ Game Booster สำหรับเกมเมอร์ เรียนรู้รูปแบบลักษณะการใช้งานของผู้ใช้เพื่อปรับแต่งการใช้พลังงานแบตเตอรี่ อุณหภูมิ และหน่วยความจำให้เหมาะสมที่สุด
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Hybrid Slot)
  • รองรับเทคโนโลยี NFC และ Samsung Pay
  • ฟีเจอร์ Wireless PowerShare สามารถชาร์จไร้สายให้กับอุปกรณ์อื่นได้
  • บอดี้กันน้ำกันฝุ่น ตามมาตรฐาน IP68 สามารถอยู่ในน้ำลึก 1.5 เมตร ได้นานสูงสุด 30 นาที
  • รองรับฟีเจอร์ลดแสงสีฟ้า กับการจำกัดปริมาณแสงสีฟ้าบนหน้าจอด้วยการเปลี่ยนสีบนหน้าจอให้เป็นสีเหลืองนวล เพื่อลดอาการล้าที่ดวงตาเมื่อใช้เป็นเวลานาน ๆ หรือใช้ในที่แสงน้อย
  • โหมดแสงทึบ กับการเปลี่ยนธีมให้เป็นสีทึบ สำหรับการใช้งานในที่แสงน้อยให้สบายตามากขึ้น
  • รองรับฟีเจอร์ Dual Messenger สามารถเชื่อมต่อ 2 บัญชีในแอปฯ เดียวกันได้พร้อมกัน เช่น Facebook, LINE เป็นต้น
  • ฟีเจอร์ Smart Pop-Up View กับการย่อแอปพลิเคชันให้มีขนาดที่เล็กลง สามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้อย่างอิสระ, ปรับขนาดได้ หรือทำงานร่วมกับแอปพลิเคชันอื่นไปพร้อม ๆ กันได้
  • รองรับ Bixby ผู้ช่วยอัจฉริยะ
  • รองรับฟีเจอร์ Always On Display
  • รองรับ AR Emoji, AR Doodle และ AR Sticker
  • รองรับ Samsung Knox ระบบรักษาความปลอดภัยมาตรฐานสากล
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 10 และ One UI เวอร์ชัน 2.1

 

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • ถาดใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Hybrid Slot ทำให้ไม่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 2 ไปพร้อมกับ microSD Card ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • หากปรับค่า Refresh Rate ที่ 120 Hz จะเลือกความละเอียดของหน้าจอสูงสุดได้ที่ระดับ FHD+ เท่านั้น แต่ถ้าหาก Refresh Rate อยู่ที่ 60 Hz จะสามารถปรับความละเอียดได้ที่ระดับ QHD+
  • ตัวเครื่องมีการสะสมความร้อน เมื่อต้องใช้งานที่ต้องการการประมวลผลอย่างหนัก และใช้งานเป็นเวลานาน ๆ โดยเฉพาะเมื่อเปิดใช้งานกล้องถ่ายรูปโหมดความละเอียด 108 ล้านพิกเซล
  • ตัวเครื่องด้านหลังติดรอยนิ้วมือได้ค่อนข้างง่าย เนื่องจากมีผิวสัมผัสที่มันวาว
  • แบตเตอรี่หมดไวพอสมควรเมื่อเลือกปรับอัตรา Refresh Rate หน้าจอที่ 120 Hz
  • ฟีเจอร์ Space Zoom ซูมไกล 100 เท่า จำเป็นต้องมีขาตั้งกล้องช่วยเพื่อลดการสั่นไหวของภาพ หรือต้องถือตัวเครื่องในขณะที่ถ่ายให้นิ่งที่สุด
  • คลื่นความถี่ 5G จาก dtac ยังไม่รองรับการใช้งานบน Samsung Galaxy S20 Ultra 5G (ณ ช่วงเวลาที่เขียนรีวิวนี้)

 

ข้อควรทราบ : เครื่อง Samsung Galaxy S20 Ultra 5G ในบทความรีวิวนี้ เป็นเพียงเครื่องทดสอบเท่านั้น คุณสมบัติบางอย่างอาจยังไม่สมบูรณ์ 100% และอาจไม่ตรงกับตัวเครื่องที่วางจำหน่ายจริง

 

 

------------------------------------

บทความรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 28/04/2020

Samsung Galaxy S20 รีวิว Samsung Galaxy S20 Ultra 5G Samsung Galaxy S20 Ultra 5G