หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

เปรียบเทียบ MacBook Pro (2016) และ Microsoft Surface Book แล็ปท็อปตัวแรงจากสองระบบปฏิบัติการ รุ่นไหนมีจุดเด่นอย่างไร เราสรุปมาให้เรียบร้อยแล้ว

เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยสำหรับ MacBook Pro (2016) โฉมใหม่ล่าสุดที่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่ไม่ว่าขุมพลังที่เร็วและแรงขึ้นกว่าเดิม ปรับเปลี่ยนดีไซน์ตัวเครื่องให้มีความบางลงจนบางกว่า MacBook Air ไปแล้ว นอกจากนี้ยังพกความลูกเล่นใหม่เพื่อให้ก้าวล้ำยิ่งขึ้นด้วย Touch Bar แถบเครื่องมือที่รวมทุกฟังก์ชันการใช้งานไว้ในแห่งเดียวกัน รวมทั้งยังสามารถปรับให้เหมาะสมตามแอปพลิเคชันที่เรากำลังใช้งานอยู่ได้ด้วย นอกจากนี้ยังพกระบบ Touch ID สำหรับการยืนยันตัวตนทำให้ไม่ต้องใส่พาสสเวิร์สเพื่อปลดล็อกตัวเครื่องอีกต่อไป

ส่วนแล็ปท็อปตัวแรงอีกรุ่นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน แถมเป็นตัวแทนจากอีกหนึ่งระบบปฏิบัติการด้วยนั่นคือ Surface Book จากฝั่งของ Microsoft ที่พกพาความสามารถมาให้แบบจัดเต็มเช่นเดียวกัน แต่สำหรับใครที่กำลังลังเลจะตัดสินใจแล็ปท็อปจากทั้งสองแบรนด์มาใช้อยู่ อาจกำลังจะลังเลว่ารุ่นไหนมีคุณสมบัติเด่นอะไรบ้างที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของแต่ละบุคคลมากที่สุด ซึ่งวันนี้ทีมงาน Techmoblog ได้นำแล็ปท็อปจากทั้ง 2 ค่ายทั้ง MacBook Pro (2016) รุ่นหน้าจอ 13 นิ้ว พร้อม Touch Bar และ Touch ID (รุ่นกลาง) และ Surface Book Pro ในรุ่นราคาที่ไล่เลี่ยกัน มาเปรียบเทียบว่าแต่ละรุ่นจะมีจุดเด่นและข้อดีแตกต่างกันไปอย่างไรบ้าง

    SPONSORED

ดีไซน์ และการออกแบบ

MacBook Pro (2016) ได้รับการปรับปรุงด้านดีไซน์ครั้งใหญ่ด้วยการมาพร้อมกับตัวเครื่องที่ผลิตด้วยวัสดุแบบอะลูมิเนียมบนดีไซน์อันบางเฉียบเพียงแค่ 14.9 มิลลิเมตร ซึ่งนับว่าบางกว่า MacBook Air ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีน้ำหนักรวมเพียง 1.37 กิโลกรัมเท่านั้น นอกจากนี้แผงคีย์บอร์ดถูกปรับปรุงให้มีความเรียบเนียนไปกับตัวเครื่องมากขึ้น และติดตั้งลำโพงสเตอริโอไว้ทั้ง 2 ด้านของตัวเครื่อง สำหรับด้านหลังบริเวณโลโกแอปเปิลไม่มีไฟเรืองแสงเหมือนกับรุ่นก่อนๆ แล้ว 

ในขณะที่ Surface Book มาพร้อมกับดีไซน์ตัวเครื่องที่อาจจะดูมีความหนากว่าเล็กน้อย โดยบริเวณบานพับจะมีความใหญ่กว่าและมีช่องว่างเมื่อพับหน้าจอลงแล้ว บริเวณแผงคีย์บอร์ดไม่มีลำโพงติดตั้งโดยจะไปอยู่ตรงบริเวณด้านข้างของหน้าจอแทน ด้านหลังประดับโลโก Microsoft แบบเงางาม และมีน้ำหนักตัวเครื่องร่วมทั้งหมดประมาณ 1.5 กิโลกกรัม ซึ่งจะหนักกว่า MacBook Pro (2016) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หน้าจอแสดงผล

MacBook Pro (2016) รุ่นกลางมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลแบบ Retina Display ขนาด 13 นิ้ว ความละเอียด 2,5060 x 1,600 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 227 ppi ซึ่งทางแอปเปิลได้ระบุว่าจะมีความสว่างกว่าเดิม 67% ด้วยกัน 

ส่วน Surface Book มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 13.5 นิ้ว เทคโนโลยีการแสดงผล PixelSense ความละเอียด 3000 x 2000 พิกเซล ความหนาแน่นพิกเซล 267 ppi พร้อมรองรับการสัมผัสแบบ Multi-Touch ทั้งหมด 10 จุด ซึ่งหากพิจารณาจากจุดนี้ Surface Book อาจทำคะแนนได้ดีกว่า MacBook Pro (2016) รุ่น 13 นิ้ว เนื่องจากมีหน้าจอที่ใหญ่กว่าแถมมีความละเอียดหน้าจอที่สูงกว่า นอกจากนี้ยังพกความสามารถพิเศษด้วยการรองรับระบบทัชสกรีนได้อีกด้วย 

พอร์ตการเชื่อมต่อ

MacBook Pro (2016) รุ่นกลางมาพร้อม Touchbar ติดตั้งพอร์ตเชื่อมต่อแบบ Thunderbolt 3 (USB-C) มาให้ทั้งหมด 4 พอร์ต ด้วยกันทำให้เราสามารถถ่ายโอนข้อมูล, ส่งสัญญาณภาพ และที่สำคัญที่สุดคือสามารถชาร์ตแบตเตอรี่ที่พอร์ตไหนก็ได้ นอกจากนี้ยังติดตั้งช่องหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตรมาให้ด้วย ส่วน Surface Book มีพอร์ตเชื่อมต่อบแบบ USB 3.0 ทั้งหมด 2 พอร์ต, พอร์ตสำหรับเชื่อมต่อ SD Card , พอร์ต Surface Connect สำหรับเชื่อมต่ออุปกรณ์เสริม, พอร์ต Mini Display และช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร

ฮาร์ดแวร์ภายใน

MacBook Pro (2016) รุ่นกลางมาพร้อมกับขุมพลัง Intel Core i5 6th Generation (Skylake) แบบ Dual-Core Processor ความเร็ว 2.9 Ghz (Turbo Boost สูงสุด 3.3GHz) พร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB และหน่วยความจำภายในแบบ SSD ขนาด 256GB ด้วยกัน ส่วนหน่วยประมวลผลกราฟฟิกเลือกใช้งาน Intel Iris Graphics 550 ในขณะที่ Surface Book ในรุ่นราคาใกล้เคียงกันมาพร้อมกับขุมพลัง Intel Core i5 6th Generation (Skylake) แบบ Dual-Core Processor ความเร็ว 2.4GHz (Turbo Boost สูงสุด 3.0GHz) พร้อมหน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB เช่นเดียวกัน

ส่วนหน่วยประมวลผลกราฟฟิกของ Surface Book ในรุ่นที่ใกล้เคียงกันอาจมีภาษีที่ดีกว่าเล็กน้อยเนื่องจากมีการ์ดจอแยกจาก Nvidia Geforce ติดตั้งมาให้กับแผงคีย์บอร์ดเพื่อช่วยในด้านการประมวลผลที่ดีมากขึ้น ซึ่งหากดูแล้ว จริงอยู่ที่ Surface Book อาจจะมีความเร็วการประมวลผลที่ช้ากว่า แต่ก็สามารถเพิ่มขึ้นได้สูงถึง 3.0GHz หากทำงานหนักทำให้พอไล่เลี่ยกับ MacBook Pro (2016) รุ่นกลางได้บ้าง อย่างไรดีตัวเลขอย่างเดียวคงอาจยังวัดอะไรไม่ได้มาก คงต้องรอผลการทดสอบ Benchmark กันอีกครั้ง


ฟีเจอร์เด่นอื่นๆ

MacBook Pro (2016) มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ล้ำหน้ายิ่งขึ้นด้วยแผง Touch Bar (รุ่นกลางและรุ่นท็อป) แถบเครื่องมือที่ได้รวบรวมฟังก์ชันต่างๆ มาไว้ในพื้นที่เดียวกัน นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนเครื่องมือไปตามแอปพลิเคชันที่กำลังใช้งาน เช่น Final Cut Pro หรือ Safari ได้อีกด้วย นอกจากนี้ยังพกพาฟีเจอร์ Touch ID Generation 2 ระบบยืนยันตัวแบบสแกนลายนิ้วมือเป็นรุ่นแรกของ MacBook ทำให้สามารถทำธรุกรรมทางการเงินร่วมกัน Apple Pay และสแกนเพื่อปลดล็อกได้เลยทันที 

ส่วน Surface Book โดดเด่นด้วยการถอดหน้าจอแสดงผลออกมาเพื่อใช้งานในรูปแบบเท็ปเล็ตได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานร่วมกับปากกา Surface Pen สำหรับเขียนบนหน้าจอ ส่วนระบบยืนยันตัวตนของ Surface Book มาพร้อมกับเทคโนโลยี Windows Hello ที่สามารถล็อกอินเข้าสู่หน้าเดสท็อปผ่านการสแกนใบหน้าของผู้ใช้งานได้เลยทันที

ราคา

MacBook Pro (2016) รุ่นหน้าจอ 13 นิ้ว พร้อม Touch Bar และ Touch ID เปิดตัวมาด้วยราคา 67,900 บาท (รุ่นปกติราคาเริ่มต้นที่ 56,900 บาท) ในขณะที่ Surface Book รุ่น CPU Core i5 + RAM 8GB + SSD 256GB + การ์ดจอแยกอยู่ที่ประมาณ 66,900 บาท (รุ่นปกติเริ่มต้นที่ 52,600 บาท) ซึ่งจะเห็นได้ว่า MacBook Pro รุ่นกลางที่มาพร้อมกับแถบ Touch Bar มีราคาที่ค่อนข้างใกล้เคียงกับ Surface Pro บนรุ่นความจุขนาดเดียวกัน ยกเว้นแต่รุ่นเริ่มต้นที่อาจมีราคาสูงกว่านิดหน่อยแต่ก็แลกกับหน่วยความจำ SSD ที่มากกว่า Surface Book รุ่นเริ่มต้นถึง 1 เท่าตัวด้วยกัน 

สรุป

ในด้านคุณสมบัติโดยรวมหากเทียบในรุ่นที่มีราคาใกล้เคียงกันถือว่าทั้งสองรุ่นมีคุณสมบัติที่ใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นหน่วยประมวลผล Intel Core i5 6th Generation หน่วยความจำ RAM ขนาด 8GB หรือหน่วยความจำ SSD ความจุ 256GB แต่ Surface Book อาจจะได้เปรียบกว่าในส่วนของหน้าจอแสดงผลที่ใหญ่กว่าซึ่งสามารถทัชสกรีนและทำงานร่วมกับปากกา Surface Pen เพื่อขีดขีนหน้าจอได้ตามใจชอบ นอกจากนี้ยังสามารถถอดหน้าจอแสดงผลแยกออกจากกันหรือพับหน้าจอเพื่อสลับเข้าสู่โหมดการใช้งานในรูปแบบแท็ปเล็ต ซึ่งหน้าจะเหมาะกับผู้ใช้งานสายครีเอฟทีฟหรือผู้ที่ต้องใช้งานในด้านจดบันทึกอยู่บ่อยๆ เป็นอย่างมาก แต่ MacBook Pro (2016) ก็โดดเด่นในด้านแถบ Touch Bar ที่สามารถปรับเปลี่ยนไปตามแอปพลิเคชันที่เราใช้งานได้ ทำให้มีพื้นที่สำหรับใช้งานเครื่องมือได้มากขึ้น รวมทั้งยังมีน้ำหนักเบากว่า Surface Book ทำให้สามารถพกพาไปได้อย่างสะดวกกว่า จึงน่าจะเหมาะสำหรับผู้ใช้งานทั่วๆ ไปที่มองหาแล็ปท็อปประสิทธิภาพสูงไว้ซักเครื่องเพื่อทำงานได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุดล

--------------------------------------- 
บทความโดย : techmoblog.com

 

Update : 28/10/2016

    Promotion มือถือ แนะนำ

ข่าวอัพเดทล่าสุด