[รีวิว] Samsung Galaxy S8+ เรือธงจอโค้งโฉมใหม่ ล้ำหน้าด้วยดีไซน์เกือบไร้ขอบ ปลอดภัยกว่าด้วยระบบสแกนม่านตาและใบหน้า เอาอยู่ทุกสไตล์การใช้งานในราคาพรีเมียม 30,900 บาท

สร้างความฮือฮากันไปไม่น้อยครับกับ Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8+ สุดยอดเรือธงต้นปี 2017 ที่โดดเด่นด้วยดีไซน์เกือบไร้ขอบแบบ Infinity Display และหน้าจอแบบ 18.5:9 ที่ให้ประสบการณ์การใช้งานที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใครจนกลายเป็นที่จับตามอง นับว่ามีพัฒนาการจากรุ่นที่แล้วอย่างเห็นได้ชัด

    SPONSORED

แน่นอนว่านอกจากดีไซน์ภายนอกแล้ว สเปกภายในก็ได้รับการอัปเกรดเช่นกัน โดยคราวนี้ Samsung เลือกใช้ชิปเซ็ต Exynos 8895 Octa-Core ซึ่งเป็นรุ่นท็อปสุดในขณะนี้ ประสิทธิภาพเรียกว่าตีคู่มากับ Snapdragon 835 พร้อม RAM 4 GB เพื่อการทำงานที่ไหลลื่น ในส่วนของหน้าจอแสดงผลยังคงเป็น Super AMOLED เช่นเดิม โดยมีความละเอียด 2960 x 1440 พิกเซล (529 ppi) กว้าง 6.2 นิ้วในขนาดที่จับได้พอดีมือ สำหรับด้านการถ่ายภาพ Samsung Galaxy S8+ ยังคงใช้เทคโนโลยี Dual Pixel แบบรุ่นที่แล้ว โดยกล้องหลักด้านหลังมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 พร้อมระบบกันสั่น (OIS) และกล้องหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสง f/1.7 พกพาแบตเตอรีความจุ 3,500 mAh และแน่นอนว่าต้องมากับระบบปฏิบัติการใหม่ล่าสุด Android 7.1.1 Nougat เพื่อให้สดใหม่สมเป็นสมาร์ทโฟนไฮเอนด์

สำหรับราคาของ Samsung Galaxy S8+ นั้น ทางซัมซุง (ประเทศไทย) ได้ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้ว โดยเปิดตัวที่ 30,900 บาท มีความจุเดียวให้เลือกคือ 64 GB และมีเฉพาะรุ่นจอขอบโค้งเท่านั้น โดยจะเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่

หลังจากที่ทีมงาน Techmoblog ได้มีโอกาสพรีวิวตัวเครื่องแบบคร่าวๆ ไปเมื่อ 2-3 สัปดาห์ก่อน ในที่สุดวันนี้ Samsung Galaxy S8+ ก็มาอยู่ในมือของเราอีกครั้ง เราจึงไม่รอช้าถือโอกาสนำมารีวิวให้ทุกท่านชมกันแบบเต็มๆ จะคุ้มค่าน่าจับจองแค่ไหน เราไปดูพร้อมๆ กันใน รีวิว Samsung Galaxy S8+ ด้านล่างนี้เลยครับ

 

สเปค Samsung Galaxy S8+
  • ขนาดตัวเครื่อง 159.5 x 73.4 x 8.1 มิลลิเมตร หนัก 173 กรัม
  • ดีไซน์ตัวเครื่องแบบโลหะผสานกระจก (metal-glass)
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED กว้าง 6.2 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 พิกเซล (529 ppi) อัตราส่วน 18.5:9
  • ชิปเซ็ตประมวลผล Exynos 8895 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.35 GHz 
  • หน่วยประมวลผลภาพ Mali-G71MP20
  • RAM 4 GB
  • ความจุภายใน 64 GB รองรับหน่วยความจำภายนอกผ่านการ์ด microSD สูงสุด 256 GB
  • กล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.7 พร้อมระบบ Autofocus
  • กล้องดิจิทัลด้านหลังความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.7 พร้อมไฟแฟลช LED ใช้เทคโนโลยีโฟกัสภาพแบบ Dual Pixel และระบบกันสั่น (OIS) รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียด 4K 
  • รองรับการเชื่อมต่อ 4G LTE, dual-band Wi-Fi ac/a/b/g/n, Bluetooth 4.2, GPS, NFC, USB Type-C
  • ความจุแบตเตอรี 3,500 mAh
  • มีเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือด้านหลังตัวเครื่อง
  • มีเซ็นเซอร์สแกนม่านตา
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM) แบบ Hybrid Slot
  • ระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat
  • มีคุณสมบัติกันน้ำและกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 โดยไม่ต้องอาศัยฝาปิดตามช่องเชื่อมต่อต่างๆ

>> สเปก Samsung Galaxy S8 แบบละเอียด
>> สเปก Samsung Galaxy S8+ แบบละเอียด

 

รีวิว Samsung Galaxy S8+ : ดีไซน์ และการออกแบบ

ความโดดเด่นตั้งแต่แรกเห็นของ Samsung Galaxy S8+ คือหน้าจอขอบโค้งบนดีไซน์เกือบไร้ขอบ หรือที่ทาง Samsung เรียกว่า Infinity Display ให้ความรู้สึกแปลกใหม่ และยังให้ความรูสึกพรีเมียมด้วยดีไซน์ตัวเครื่องแบบโลหะผสานกระจก หน้าจอแสดงผล Super AMOLED กว้างถึง 6.2 นิ้วแต่ก็ไม่ได้ทำให้ตัวเครื่องใหญ่จนล้นมือเนื่องจากดีไซน์ไร้ขอบทำให้สามารถขยายพื้นที่แสดงผลได้มากขึ้นโดยไม่ต้องขยายตัวเครื่องไปด้วย ในส่วนของความละเอียดก็ได้รับการยกระดับจากรุ่นที่แล้วมาเป็น 2960 x 1440 พิกเซล (529 ppi) จุดเด่นสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือหน้าจอแบบ 18.5:9 ที่ดูเพรียวกว่าเดิม ซึ่งอัตราส่วนหน้าจอแบบนี้จะมีประโยชน์อะไรบ้าง เดี๋ยวได้รู้กันแน่นอน

ด้านบนของหน้าจอแสดงผลยังมีขอบบางๆ อยู่จึงยังไม่ถือว่าเป็นสมาร์ทโฟนจอไร้ขอบเสียทีเดียว ประกอบไปเซ็นเซอร์หลายตัวด้วยกันไม่ว่าจะเป็น เซ็นเซอร์ตรวจจับวัตถุ, เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับแสง เซ็นเซอร์สแกนม่านตา และกล้องดิจิทัลด้านหน้าความละเอียด 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างถึง F/1.7

ด้านล่างของหน้าจอก็มีขอบเหลืออยู่เล็กน้อยเช่นกัน โดยปุ่มโฮม ปุ่ม Recent Apps และปุ่มย้อนกลับได้เปลี่ยนเป็นแบบ On-screen ส่วนเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือก็ย้ายไปอยู่ด้านหลังตัวเครื่องแทน

ขอบด้านขวาของตัวเครื่องมีเพียงปุ่ม Power สำหรับเปิด-ปิดเครื่องหรือล็อกหน้าจอแสดงผล ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง เป็นปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มพิเศษสำหรับเรียกใช้งาน Bixby ซึ่งเป็นระบบ AI Assistant ตัวใหม่ที่ Samsung พัฒนาขึ้นเอง ส่วนเจ้า Bixby จะมีความสามารถอะไรบ้างนั้น จะทดสอบให้ดูกันในส่วนต่อไปครับ

ด้านบนของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ลำโพงตัดเสียงรบกวนและช่องใส่ซิมการ์ดแบบ Hybrid Slot ซึ่งรองรับทั้งการใส่ซิมการ์ดแบบ nanoSIM และหน่วยความจำเสริมแบบ microSD Card ทำให้ไม่สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ดพร้อมกับติดตั้งหน่วยความจำเสริม microSD Card ได้พร้อมๆ กัน ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้o ส่วนขอบล่างของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ช่องหูฟังขนาดมาตรฐาน 3.5 มิลลิเมตร, พอร์ตเชื่อมต่อ USB Type-C, ไมโครโฟนสนทนา และลำโพง การจัดวางโมดูลต่างๆ ยังคงเหมือนกับรุ่นที่แล้ว

มาดูตัวเครื่องด้านหลังของ Samsung Galaxy S8+ กันบ้างครับ ด้วยความที่เป็นดีไซน์โลหะผสานกระจกทำให้พื้นผิวดูเงาวาว ให้ความรู้สึกหรูหราสมเป็นเรือธงไฮเอนด์ การจัดวางกล้องดิจิทัลด้านหลังยังคงอยู่ตรงกลางเหมือนเดิม แต่ย้ายไฟแฟลช LED ไปอยู่ทางซ้าย ส่วนด้านขวาเป็นเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่ย้ายมาอยู่ตรงนี้หลังจากปุ่มโฮมถูกตัดทิ้งไป และแน่นอนว่าถอดฝาหลังเพื่อเปลี่ยนแบตเตอรีเองไม่ได้ครับ

เปรียบเทียบขนาดให้เห็นกันชัดๆ กับ Galaxy S7 Edge (ซ้าย), Galaxy S8 (กลาง) และ Galaxy S8+ (ขวา)

เทียบความหนาของ Samsung Galaxy S8 และ S8+ กับ Samsung Galaxy S7 edge จะเห็นว่ามีขนาดพอๆ กันและยังมีตำแหน่งโมดูลต่างๆ เหมือนกันทั้งหมด เว้นแต่ Samsung Galaxy S8 และ S8+ เปลี่ยนจาก microUSB มาเป็น USB Type-C เท่านั้น

นอกจากนี้ทาง Samsung ยังได้วางจำหน่ายเคสกำมะหยี่สำหรับ Samsung Galaxy S8+ อีกด้วย แม้จะเป็นเคสที่ไม่มีลูกเล่นอะไรเป็นพิเศษ แต่ก็มีจุดเด่นตรงผิวสัมผัสที่ช่วยให้จับถนัดมือยิ่งขึ้น และดีไซน์ที่หุ้มมุมทั้ง 4 ของตัวเครื่องไว้อย่างมิดชิด ซึ่งปกติแล้วบริเวณมุมจะเป็นจุดที่สร้างความเสียหหายให้กับตัวเครื่องมากที่สุดเมื่อตกกระแทก การที่มีเคสคอยปกป้องบริเวณมุมจึงช่วยลดความเสียหาายได้มากพอสมควร


หน้าตาของ Samsung Galaxy S8+ เมื่อสวมเคส

 

รีวิว Samsung Galaxy S8+ : อินเทอร์เฟส และการใช้งานเบื้องต้น

Samsung Galaxy S8+ มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat และ Samsung Experience 8.1 (เวอร์ชันอัปเกรดของ TouchWiz UI) ใหม่ล่าสุด

สำหรับฟังก์ชัน Always On Display ก็ยังมีอยู่เช่นเดิมและได้รับการอัปเกรดให้สวยงามกว่าเดิม ซึ่งจะแสดงแสดงข้อมูลต่างๆ รวมไปถึงการแจ้งเตือนบนหน้าจอ Lock Screen โดยใช้พลังงานแบตเตอรี่น้อยมาก ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบที่จะให้แสดงบนหน้าจอได้ถึง 6 แบบด้วยกัน ได้แก่ นาฬิกาดิจิทัล, นาฬิกาอนาล็อก, เวลาโลก, ปฏิทิน, รูปภาพ และนาฬิกาบนขอบหน้าจอ หรือรูปภาพ


Always On Display แบบนาฬิกาดิจิทัล (เป็นค่า default)


Always On Display แบบปฏิทิน

หน้าตาของ App Drawer โฉมใหม่ที่มีการปรับดีไซน์ของไอคอนต่างๆ ให้ดูสบายตายิ่งขึ้น เมื่อลากนิ้วจากขอบด้านบนหน้าจอลงมาจะเป็นการเปิดแถบแจ้งเตือน และทางลัดการตั้งค่าต่างๆ ที่น่าสนใจคือมมีตัวเลือก "ตัวกรองแสงสีฟ้า" มาให้ด้วย ซึ่งเมื่อเปิดใช้งานจะทำให้หน้าจอมีสีอมเหลือง แต่จะช่วยถนอมสายตาโดยเฉพาะเวลาเล่นในที่มืดๆ เหมาะกับคนที่ชอบเล่นมือถือก่อนนอน และตัวเลือก "โหมดเพิ่มประสิทธิภาพ" ที่จะรีดพลังการประมวลผลโดยรวมของตัวเครื่องออกมาอีกระดับ คล้ายการ overclock เอาไว้รับมือกับเกมบางเกมที่กินสเปกเครื่องหนักๆ ได้

ผู้ใช้ยังคงสามารถปรับแต่งหน้าโฮมได้เต็มที่เช่นเดิม ทั้งเพิ่ม Widget, เลือกวอลเปเปอร์, ธีม และอื่นๆ

หากยังไม่เจอที่ถูกใจ สามารถดาวน์โหลดเพิ่มเติมได้ ซึ่งก็มีให้เลือกมากมายทั้งแบบฟรีและเสียเงิน

แอปพลิเคชันพื้นฐานของ Samsung มีการติดตั้งมาให้ตั้งแต่แกะกล่อง เช่น Samsung Health, Samsung Gear, Samsung Pay หรือ Galaxy Apps ซึ่งสโตร์ของทาง Samsung นอกจากนี้ยังมีแอปพลิเคชันของ Microsoft เช่น Skype สำหรับวิดีโอคอล และแอปตระกูล Office ทั้งหลาย ส่วนแอปพลิเคชันจากฝั่ง Google ก็มีมาให้พร้อมเช่นกัน

การแตะปุ่ม Recent Apps 1 ครั้ง จะแสดง tab ของแอปพลิเคชันต่างๆ ที่เปิดค้างไว้ ในส่วนนี้เราสามารถเปิดใช้งานฟังก์ชัน Split Screen หรือการเปิด 2 หน้าต่างพร้อมกันได้ โดยเลือก tab ของแอปที่ต้องการจะเปิด และกดที่ 4 เหลี่ยมซ้อนกันข้างๆ ปุ่ม X หน้าจอจะแยกออกเป็น 2 หน้าต่างทันทีตามรูปด้านขวา ในส่วนนี้ถือเป็นฟังก์ชันที่มีประโยชน์มาก เพราะเรามีหลายๆ โอกาสที่เราอยากจะใช้งานหลายๆ แอปพลิเคชันพร้อมกัน เช่นเราอยากดู YouTube พร้อมกับท่องเว็บ, คุยไลน์พร้อมกับวิดีโอคอล หรือจะทำงานพร้อมกับดูหุ้นไปด้วยก็ยังได้ ไม่ต้องสลับหน้าจอไปมาให้วุ่นวายอีกต่อไป

Split Screen สามารถปรับสัดส่วนของหน้าต่างได้โดยการดึงเส้นสีฟ้าตรงกลาง อยากให้จอไหนใหญ่ จอไหนเล็ก ปรับได้ตามสะดวก

Split Screen สามารถใช้งานในแบบแนวนอนได้เช่นกัน และใช้นิ้วเลื่อนเส้นสีฟ้าไปทางขวาหรือซ้ายเพื่อปรับขนาดหน้าต่างได้

Samsung Galaxy S8+ มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผล 6.2 นิ้ว ทำให้บางครั้งการใช้งานด้วยมือข้างเดียวอาจจะไม่ถนัด เราสามารถแตะปุ่มโฮม 2 ครั้ง หรือปัดขึ้นในแนวทแยงมุมจากด้านล่าง (แล้วแต่การตั้งค่า) เพื่อเปิดใช้ฟังก์ชั่น "การใช้งานมือเดียว" ได้ โดยหน้าจอจะย่อส่วนลงมาดังรูป สามารถควบคุมทุกอย่างด้วยนิ้วโป้งนิ้วเดียวได้สบาย หากต้องการออกจากโหมดนี้ก็เพียงแค่แตะลงบนพื้นที่ว่างรอบๆ 1 ครั้ง หน้าจอก็จะกลับมาเป็นปกติ

ในส่วนของระบบรักษาความปลอดภัย ฟีเจอร์แรกที่ทุกคนน่าจะสนใจเป็นอันดับแรกๆ คือฟีเจอร์สแกนม่านตา ฟีเจอร์นี้เปิดตัวครั้งแรกใน Samsung Galaxy Note 7 แต่ด้วยปัญหาเรื่องแบตเตอรีทำให้ฟีเจอร์นี้โดนเก็บคืนไปพร้อมกับ Galaxy Note 7 อย่างน่าเสียดาย และตอนนี้ก็ได้โอกาสหวนกลับมาอีกครั้งใน Samsung Galaxy S8 และ S8+ ซึ่งการใช้งานก็ไม่ยุ่งยาก เพียงแค่ลงทะเบียนม่านตาของเราด้วยการจ้องเข้าไปยังวงกลม 2 วงที่ปรากฏขึ้น ในขั้นนี้ระบบจะแนะนำให้เราถอดแว่น แต่จากการทดลองสามารถสแกนผ่านแว่นตาได้ หรือแม้กระทั่งแว่นกันแดดก็ยังสแกนได้ ส่วนการปลดล็อคหน้าจอก็ทำได้เร็วมากในเสี้ยววินาที ใช้ง่ายกว่าที่คิดไว้เยอะทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีลูกเล่นเล็กๆ น้อยๆ นั่นคือการเปลี่ยน Screen Mask ในการสแกนม่านตาให้เป็นตัวการ์ตูนต่างๆ เพิ่มสีสันให้กับการใช้งานไม่ให้น่าเบื่อจนเกินไป

อีกทีเด็ดหนึ่งของ Samsung Galaxy S8 และ S8+ คือฟีเจอร์จดจำใบหน้า วิธีการใช้งานจะคล้ายๆ กับการสแกนม่านตา แต่สะดวกกว่าตรงที่ไม่ต้องเอาตาเข้าไปอยู่ในวงกลมทั้ง 2 วง เท่าที่ทดสอบมาด้วยตัวเอง เพียงแค่หน้าของเราอยู่ในระยะมองเห็นของกล้องหน้าก็สามารถปลดล็อคได้ทันที เร็วมากจนไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

ในส่วนของระบบสแกนลายนิ้วมือบน Samsung Galaxy S8 และ S8+ ยังคงเหมือนเดิม เพียงแค่ย้ายตัวเซ็นเซอร์ไปอยู่ด้านหลังตัวเครื่อง ซึ่งจากการทดลองใช้งานพบว่าตัวเซ็นเซอร์ไปอยู่ในตำแหน่งที่วางนิ้วไม่ถนัดเท่าไหร่ เวลาใช้งานปลายนิ้วจะไปอยู่ที่กล้องตลอด ซึ่งต้องใช้เวลาปรับตัวพอสมควร

Samsung Galaxy S8+ มาพร้อมกับฟังก์ชันการจัดการทรัพยากรเครื่องที่ช่วยเคลียร์ RAM และไฟล์ขยะ เพื่อให้ตัวเครื่องทำงานได้เต็มประสิทธิภาพอยู่เสมอ ไม่ต้องไปหาโหลดใน PlayStore ให้ยุ่งยาก

สำหรับการจัดการพลังงานมีตัวเลือกให้ 2 แบบคือปานกลาง และสูงสุด เมื่อเปิดใช้งานจะมีการบอกว่าในโหมดนี้จะเปลี่ยนการตั้งค่าต่างๆ อย่างไรบ้าง หรือถ้าไม่พอใจตัวเลือกที่มีก็สามารถกำหนดการตั้งค่าเองได้เช่นกัน

ถัดจากการใช้งานทั่วไปแล้วเรามาทดสอบการดูหนังฟังเพลงและเล่นเกมบนหน้าจอ 18.5:9 กันบ้าง ซึ่งหลายคนคงจะสงสัยอยู่ว่าในเมื่อคอนเทนต์วิดีโอส่วนใหญ่บนโลกนี้เป็นสัดส่วน 16:9 ถ้าเอามาเล่นแบบ Full Screen บนจอ 18.5:9 ของ Samsung Galaxy S8 และ S8+ จะเป็นอย่างไร จะเหลือ จะล้น หรือจะยืด ไปดูพร้อมๆ กันเลยครับ

จากการทดสอบดูคลิปวิดีโอบน YouTube ในโหมด Full Screen พบว่าจะเหลือขอบดำๆ ด้านข้างไว้ (รูปบน) ซึ่งเราสามารถปรับให้วิดีโอขยายได้อีกจนเต็มพื้นที่ แต่ภาพจะล้นออกไปทั้ง 4 ด้าน (สังเกตโลโก้มุมขวาล่างของทั้งสองรูป) สรุปก็คือ "ไม่ล้นก็เหลือ" อย่างไรก็ตาม ขอบดำด้านข้างนั้นไม่ได้รำคาญสายตาอย่างที่คิด เพราะสีดำจะกลืนไปกับขอบจอ ทำให้ดูเผินๆ ไม่รู้สึกว่ามีขอบเหลืออยู่ด้านข้างนั่นเอง

เมื่อดาวน์โหลดเกมจาก PlayStore ระบบจะเปิด Game Launcher ขึ้นมาให้โดยอัตโนมัติ ซึ่งไอคอนเกมทั้งหมดจะถูกรวมเอาไว้ในนี้ และยังมาพร้อมกับทางลัดการตั้งค่าเพื่อเสริมประสิทธิภาพการเล่นเกมให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น โดยสามารถเลือกปิดการแจ้งเตือนทุกชนิดไม่ให้เด้งขึ้นมาบังจอขณะเล่น, เปิดและปิดเสียงเกม และสลับไปใช้ "โหมดเพิ่มประสิทธิภาพ" เพื่อรับมือกับเกมกราฟิกหนักๆ ได้

การแสดงผลในเกมจะเหมือนกับวิดีโอ คือจะเหลือขอบข้างๆ เอาไว้ แต่ก็เริ่มมีบางแอปพลิเคชันที่สนับสนุนจอ 18.5:9 บ้างแล้ว และในอนาคตก็คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่วนประสิทธิภาพการเล่นเกมนั้น Samsung Galaxy S8+ เป็นเรือธงรุ่นท็อปสุดในขณะนี้ของ Samsung จึงไม่ต้องกังวลเลยว่าจะเล่นเกมไหนใน PlayStore ไม่ได้ ด้วยขุมพลังของหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G71MP20 และ RAM 4 GB ทำให้สามารถเล่นเกมที่มีกราฟิก 3D หนักๆ ได้อย่างไหลลื่นเต็มอารมณ์ สั่งได้ดั่งใจไม่มีกระตุก สายเกมเมอร์ไม่ผิดหวังแน่นอน 

มาดูการทดสอบ Benchmark กันบ้าง จากการทดสอบด้วยโปรแกรม Quadrant ทำได้ 44,555 คะแนน และ Geekbench 3 ทำได้ 1,990 คะแนนสำหรับการทดสอบแบบ Single-Core และ 6,720 คะแนนสำหรับการทดสอบแบบ Multi-Core

ผลการทดสอบของ AnTuTu ได้ 171644 คะแนน ส่วนมัลติทัช รองรับ 10 จุด

 

รีวิว Samsung Galaxy S8+ : ทดสอบฟีเจอร์ Bixby

Samsung Galaxy S8 และ Galaxy S8+ มาพร้อมกับผู้ช่วย AI คนใหม่ "Bixby" ซึ่งสามารถเรียกใช้งานได้อย่างง่ายดายเพียงแค่กดปุ่ม Bixby ด้านข้างตัวเครื่องเท่านั้น โดยความสามารถที่โดดเด่นของ Bixby มีอยู่ 3 อย่างด้วยกันคือ Bixby Home, Bixby Vision และ Bixby Voice แต่ในขณะนี้ Bixby Voice ซึ่งเป็นระบบสั่งการด้วยเสียงยังไม่สามารถใช้งานได้ แต่จะมีการอัปเดตเพิ่มเข้ามาในเร็วๆ นี้แน่นอน

เริ่มจาก Bixby Home กันก่อน ในส่วนนี้จะคล้ายกับฟีเจอร์ Cards ของ Google Now โดยเป็นการแสดงข้อมูลต่างๆ จากแอปพลิเคชันที่ Bixby รองรับ เนื่องจากยังเป็นน้องใหม่จึงยังไม่ค่อยมีแอปพลิเคชันที่รองรับ Bixby มากนักในขณะนี้ เท่าที่ทำได้ในตอนนี้ก็มีการแจ้งเตือน, จัดการตารางนัดหมาย, ติดตามกิจกรรมการออกกำลังกาย, อ่านเมล์, อ่านข่าว และการใช้งานจิปาถะทั่วไป แต่คาดว่าในอนาคตจะมีแอปพลิเคชันที่รองรับ Bixby มากขึ้นอย่างแน่นอน

ถัดมาเป็น Bixby Vision ซึ่งจะฝังตัวอยู่กับแอปพลิเคชันของตัวกล้องเลย ความสามารถของ Bixby Vision คือการประมวลผลภาพที่ปรากฏในกล้อง และนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลต่างๆ เพื่อดึงข้อมูลของสิ่งนั้นๆ ออกมาให้เรา เช่น เราเห็นรูปภาพสวยมากๆ แขวนอยู่ในแกลเลอรี แต่เราไม่ทราบชื่อภาพและศิลปิน Bixby Vision จะช่วยค้นหารูปภาพนั้นให้เราจากฐานข้อมูลที่มีอยู่พร้อมกับรายละเอียดต่างๆ เช่นผู้วาด ปีที่วาด เป็นต้น

ในที่นี้ทางทีมงานทดสอบโดยการให้ Bixby ค้นหาโมเดลหุ่นยนต์ ซึ่ง Bixby ได้นำเสนอภาพที่คล้ายกันขึ้นมาโดยดึงมาจากฐานข้อมูลของเว็บไซต์ Pinterest พร้อม Tag ที่เกี่ยวข้องของภาพนั้นๆ ดูจากแท็กแล้วถึงจะไม่ใช่ (Nendoroid เป็นฟิกเกอร์ตุ๊กตา) แต่ก็ถือว่าใกล้เคียงสำหรับการประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์

ทดสอบการค้นหาสถานที่สำคัญด้วย Bixby Vision ซึ่งประมวลผลได้รวดเร็วและแม่นยำในระดับที่น่าพอใจ โดยการค้นหาสถานที่จะอ้างอิงฐานข้อมูลจากเว็บไซต์ Foursquare

อีกหนึ่งความสามารถของ Bixby Vision คือสามารถค้นหาข้อมูลของไวน์จากฉลากได้ โดยมีรายละเเอียดค่อนข้างครบถ้วนตั้งแต่ชนิดของไวน์นั้นๆ ไปจนถึงอาหารที่เข้ากัน โดยอ้างอิงจากฐานข้อมูลของเว็บไซต์ Vivino อย่างไรก็ตามเท่าที่ได้ทำการทดสอบ Biixby มักจะหาข้อมูลไวน์ไม่ค่อยเจอ หรือบางครั้งก็ตีความว่าเป็นรูปภาพแล้วไปหาข้อมูลจาก Pinterest แทน ซึ่งในอนาคตคาดว่าน่าจะมีการปล่อยอัปเดตออกมาให้ทำงานได้แม่นยำขึ้น

มาถึงฟีเจอร์สุดท้ายของ Bixby Vision คือการถอดข้อความรูปภาพออกมาเป็น text format และการแปลภาษา ซึ่งจากการทดสอบพบว่าความสามารถในการแปลถือว่าดีทีเดียวเมื่อเทียบกับซอฟต์แวร์แปลภาษาอื่นๆ และจะเป็นประโยชน์มากๆ สำหรับคนที่ชอบท่องเที่ยว เพราะสามารถแปลป้ายต่างๆ ได้อย่างสะดวกรวดเร็วนั่นเอง

 

 

รีวิว Samsung Galaxy S8+  : ทดสอบกล้องถ่ายรูป

ทดสอบกล้องหน้า

Samsung Galaxy S8+ ได้รับการอัปเกรดกล้องหน้าขึ้นจากรุ่นก่อน โดยเพิ่มความความละเอียดเป็น 8 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้าง f/1.7 พร้อมระบบ Autofocus ทำให้การถ่ายรูปเซลฟีมีความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น และยังมีโหมดต่างๆ ให้เลือกปรับแต่งเช่นโหมด Beauty หรือโหมดหน้าเนียน หรือโหมดถ่ายภาพเซลฟี่แบบมุมกว้าง นอกจากนี้ยังมีเอฟเฟ็กต์สติ๊กเกอร์ดุ๊กดิ๊กน่ารักๆ ให้เล่นด้วย ซึ่งจะช่วยการการถ่ายเซลฟีมีความสนุกยิ่งขึ้น

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหน้า


ตัวอย่างภาพถ่ายเซลฟีกับลูกเล่นสติกเกอร์


ตัวอย่างภาพเซลฟีแบบละลายหลัง


เปรียบเทียบระดับความเนียนของโหมด Beauty ทางด้านซ้ายคือระดับ 0 ทางด้านขวาคือระดับสูงสุด


ตัวอย่างภาพเซลฟีแบบมุมกว้าง

ทดสอบกล้องหลัง

กล้องหลังของ Samsung Galaxy S8+ มีสเปกคล้ายกับรุ่นที่แล้ว โดยมีความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างสูงสุด f/1.7 พร้อมไฟแฟลช LED ใช้เทคโนโลยีโฟกัสภาพแบบ Dual Pixel และระบบกันสั่น (OIS) แต่ก็ได้รับการอัปเกรดด้านซอฟท์แวร์ใหม่ด้วยระบบประมวลผลภาพแบบใหม่ (Enhanced Image Processing) โดยมีหลักการทำงานที่สามารถอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ได้ว่า เป็นการถ่ายภาพหลายๆ ช็อตแล้วนำมาประมวลผลซ้อนกัน ช่วยให้ภาพคมชัดขึ้น, ลด motion blur เมื่อถ่ายวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่ และเพิ่มความสว่างพร้อมกับลด noise เมื่อถ่ายรูปในเวลากลางคืน


UI โหมดอัตโนมัติ


UI โหมดโปร


โหมดการถ่ายรูปต่างๆ ของกล้องหลัง มีทั้งโหมดโปร, พาโรนามา, Slow motion และอื่นๆ ครบครัน

ตัวอย่างภาพถ่ายกล้องหลัง


ตัวอย่างการถ่ายด้วยโหมดโปร


ตัวอย่างภาพถ่ายโหมดอัตโนมัติ เวลากลางวัน


ถ่ายแบบหน้าเบลอ-หลังชัด เวลากลางวัน


ถ่ายแบบหน้าชัด-หลังเบลอ เวลากลางวัน


ตัวอย่างการถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ เวลากลางคืน


เปรียบเทียบการถ่ายภาพด้วยโหมดอาหาร โดยภาพด้านบนถ่ายด้วยโหมดอัตโนมัติ และด้านล่างถ่ายด้วยโหมดอาหาร จะเห็นได้ว่ามีการเร่งโทนสีอุ่น เช่นสีเหลืองและสีส้มให้สดขึ้น ทำให้อาหารดูน่ากินกว่าเดิม

 

บทสรุปการใช้งาน

Samsung Galaxy S8+ มีความโดดเด่นในเรื่องของดีไซน์ที่พลิกโฉมมาเป็นสมาร์ทโฟนจอเกือบไร้ขอบแบบโลหะผสานกระจก ให้ความรู้สึกพรีเมียมยิ่งกว่ารุ่นที่แล้ว ด้วยอัตราส่วนหน้าจอ 18.5:9 ทำให้รูปทรงดูเพรียวขึ้น ซึ่งหน้าจอที่ดูเพรียวยาวขึ้นนี้ก็ไม่ได้มีดีที่ดีไซน์อย่างเดียว แต่ยังมีประโยชน์เวลาใช้ฟังก์ชัน Split Screen ด้วย

ด้านการใช้งาน Samsung Galaxy S8+ โดดเด่นด้วยระบบรักษาความปลอดภัย 3 ชั้น ทั้งการสแกนลายนิ้วมือ สแกนม่านตา และสแกนใบหน้า เหมาะสำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัว ซึ่งไม่ว่าจะเป็นการสแกนแบบไหนก็สามารถปลดล็อคได้อย่างรวดเร็วทันใจ แต่ยังมีจุดที่น่าจะปรับปรุงให้ดีขึ้นได้ คือตำแหน่งของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือที่สแกนค่อนข้างยาก ต้องใช้เวลาในการปรับตัวอยู่บ้างกว่าจะคุ้นชิน

ในส่วนของสเปกโดยทั่วไปนั้น Samsung Galaxy S8+ จัดว่าอยู่ในระดับท็อป โดยมาพร้อมกับหน้าจอ Super AMOLED ขนาด 6.2 นิ้ว ความละเอียด 2960 x 1440 พิกเซล (529 ppi) อัตราส่วน 18.5:9, ชิปเซ็ตประมวลผล Exynos 8895 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.35 GHz, หน่วยประมวลผลภาพ Mali-G71MP20, RAM 4 GB, ความจุภายใน 64 GB รองรับหน่วยความจำภายนอกผ่านการ์ด microSD สูงสุด 256 GB, รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (Dual-SIM) แบบ Hybrid Slot และมีคุณสมบัติกันน้ำกันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 จะลุยฟ้าลุยฝนก็หายห่วง

อีกจุดหนึ่งที่น่าประทับใจคือกล้องดิจิทัลทั้งด้านหน้าและด้านหลังของ Samsung Galaxy S8+ แม้สเปกของฮาร์ดแวร์จะไม่ต่างกับรุ่นที่แล้วมากนัก แต่ได้รับการอัปเกรดด้านซอฟต์แวร์จนสามารถยกระดับการถ่ายรูปให้เหนือกว่ารุ่นก่อนได้อีกพอสมควร นับว่าไม่ทำให้ผิดหวัง

จากการทดลองใช้งานในหลายๆ รูปแบบ สรุปได้ว่า Samsung Galaxy S8+ เป็นสมาร์ทโฟนเรือธงที่พรีเมียมทั้งดีไซน์ภายนอกและสเปกภายใน ความสามารถรอบด้านตอบโจทย์ทุกการใช้งานสมเป็นสมาร์ทโฟนเรือธงระดับแนวหน้า ความสามารถระดับนี้หากเทียบกับราคาค่าตัวที่ 30,900 บาทแล้ว ก็ยังถือว่าสมเหตุสมผลครับ

 

จุดเด่นของ Samsung Galaxy S8+

  • ดีไซน์ภายนอกดูหรูหรา ด้วยหน้าจอแสดงผลเกือบไร้ขอบ และความโค้งมนของกระจก 3D Glass โดดเด่นสมเป็นเรือธงพรีเมียม
  • มีคุณสมบัติกันน้ำ-กันฝุ่นตามมาตรฐาน IP68 ไม่ต้องมีฝาปิดตามช่องเชื่อมต่อต่างๆ
  • หน้าจอแสดงผล Super AMOLED กว้าง 6.2 นิ้ว ในอัตรส่วน 18.5:9 ให้ความรู้สึกใหม่ในการรับชมคอนเทนต์และการใช้งาน และสามารถรองรับฟังก์ชัน Split Screen ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
  • ใช้ชิปเซ็ตประมวลผลรุ่นล่าสุด Exynos 8895 Octa-Core และหน่วยประมวลผลกราฟิก Mali-G71MP20 ประสิทธิภาพอยู่ในระดับท็อปๆ ของตลาด
  • หน่วยความจำภายในขนาด 64 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 256 GB
  • กล้องด้านหน้าเพิ่มความละเอียดขึ้นจากรุ่นที่แล้วเป็น 8 ล้านพิกเซลพร้อมระบบ Autofocus
  • กล้องด้านหลังได้รับการอัปเกรดด้านซอฟต์แวร์ โดยมีการนำเทคโนโลยีการประมวลผลภาพแบบใหม่มาใช้ เพิ่มความคมชัดในการถ่ายวัตถุเคลื่อนไหว และถ่ายรูปในที่มีแสงน้อยได้ดีขึ้น
  • แบตเตอรี่ความจุ 3,500 mAh พร้อมรองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด
  • มีระบบรักษาความปลอดภัย Biometric ถึง 3 ชั้น ได้แก่การสแกนนิ้ว สแกนม่านตา และสแกนใบหน้า
  • มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android 7.0 Nougat ใหม่ล่าสุด

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • ถาดใส่ซิมเป็นแบบ Hybrid Slot ไม่สามารถใช้งาน 2 ซิมการ์ดพร้อมกับใส่ microSD ได้
  • เป็นรอยนิ้วมือได้ง่ายเนื่องจากพื้นผิวเป็นกระจก
  • ตำแหน่งของเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือใช้งานไม่ค่อยถนัด
  • เนื่องจากเป็นดีไซน์เกือบไร้ขอบ จึงหาที่วางมือยากเวลาถ่ายภาพ
  • มีความจุเดียวให้เลือกคือ 64 GB
  • สเปกเหมือนกับ Samsung Galaxy S8 ต่างกันเพียงขนาดหน้าจอและความจุแบตเตอรี
  • มีเฉพาะรุ่นจอขอบโค้ง

ข้อควรทราบ: Samsung Galaxy S8+ ที่ท่านเห็นในบทความรีวิวนี้ เป็นเครื่องทดสอบจาก ซัมซุง อาจมีความแตกต่างกับตัวเครื่องที่วางจำหน่ายจริง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Samsung Galaxy S8 สามารถติดตามได้ที่นี่

 

---------------------------------------
บทความรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 27/04/2017

Samsung Galaxy S8+


8k Like 100 Share
8 กรกฎาคม 2559
<