หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

[รีวิว] SCENE Drive Guard 800 และ Drive Guard 400 กล้องติดรถยนต์พร้อม Wi-Fi ในตัว รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน และแบตเตอรี่แบบ Super Capacitor ใช้งานได้นานขึ้นโดยไม่ต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่

เปลี่ยนบรรยากาศจากการรีวิวสมาร์ทโฟน มาเป็นการรีวิวกล้องติดรถยนต์กันบ้าง ซึ่งกล้องติดรถยนต์ถือว่า เป็นอุปกรณ์หลัก ๆ ที่ควรจะต้องมีติดรถกันแล้ว โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน กล้องติดรถยนต์คือหลักฐานชิ้นสำคัญในการบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เอาไว้นั่นเอง แต่ในปัจจุบัน กล้องติดรถยนต์ที่วางจำหน่ายในท้องตลาดนั้น มีมากมายหลายยี่ห้อ มีทั้งแบบกล้องหน้าอย่างเดียว, กล้องหน้า-หลัง หรือบางยี่ห้อก็เป็นกล้อง 3 ตัวสำหรับถ่ายในห้องโดยสารอีกด้วย ประกอบกับราคาก็มีให้เลือกซื้อกันตั้งแต่หลักร้อยไปจนถึงหลักพันกันเลยทีเดียว โดยในวันนี้ ทีมงาน techmoblog.com จะมาแนะนำกล้องติดรถยนต์รุ่นที่น่าสนใจ ที่นอกจากจะมาพร้อมกับฟีเจอร์ที่ครอบคลุมการใช้งานทั่วไปแล้ว ยังมีราคาที่สบายกระเป๋าอีกด้วย ซึ่งรุ่นที่จะมาแนะนำกันก็คือ SCENE Drive Guard 800 นั่นเอง

โดย SCENE Drive Guard 800 เป็นกล้องติดรถยนต์หน้า-หลังที่มาพร้อมกับคุณสมบัติที่น่าสนใจหลายประการด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น กล้องด้านหน้ามุมมองกว้าง 150 องศา รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD (1080p), กล้องด้านหลังมุมมองกว้าง 120 องศา รองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ระดับ HD (720p), ฟีเจอร์ Wi-Fi Direct ควบคุมการทำงานด้วยสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Car_DVR, แบตเตอรี่แบบ Super Capacitor ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่เหมือนกับกล้องติดรถยนต์ทั่ว ๆ ไป ส่วนหน้าจอแสดงผลอยู่ที่ 3 นิ้ว แบบ IPS แสดงภาพได้คมชัดสมจริง นอกจากนี้ ยังรองรับเมนูภาษาไทย, ฟีเจอร์ล็อกไฟล์ ทำให้ไฟล์วิดีโอสำคัญไม่ถูกบันทึกแบบวนทับ และรองรับ microSD Card สูงสุด 128 GB (Class 10)

    SPONSORED

นอกจากกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 แล้ว ยังมีอีกรุ่นที่อยู่ในซีรี่ส์เดียวกัน นั่นก็คือ SCENE Drive Guard 400 ที่มีสเปกและคุณสมบัติเหมือนกับ Drive Guard 800 แตกต่างกันตรงที่ Drive Guard 400 จะเป็นกล้องด้านหน้าเพียงอย่างเดียว

โดยในวันนี้ ทีมงานจะมารีวิวพร้อมกับทดสอบใช้งานของทั้ง 2 รุ่นทั้งช่วงกลางวัน และกลางคืนว่า จะบันทึกภาพได้ดีขนาดไหน ? สามารถมองเห็นป้ายทะเบียนของรถยนต์คันข้างหน้าและคันข้างหลังได้อย่างชัดเจนหรือไม่ ? มาพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันกับ รีวิว กล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 และ SCENE Drive Guard 400 โดยทีมงาน techmoblog.com

 

สเปกเบื้องต้นของ SCENE Drive Guard 800 และ Drive Guard 400

  • ความละเอียดของกล้อง
    • Drive Guard 800 : กล้องหน้า มุมมองกว้าง 150 องศา บันทึกที่ความละเอียดสูงสุด Full HD (1080p), กล้องหลัง มุมมองกว้าง 120 องศา บันทึกที่ความละเอียดสูงสุด HD (720p)
    • Drive Guard 400 : กล้องหน้า มุมมองกว้าง 150 องศา บันทึกที่ความละเอียดสูงสุด Full HD (1080p)
  • เซ็นเซอร์ HD CMOS Image Sensor
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 3 นิ้ว แบบ Enhanced IPS Screen
  • รองรับ microSD Card สูงสุด 128 GB (Class 10)
  • การบันทึกภาพเป็นแบบวนลูป โดยเมื่อหน่วยความจำเต็ม จะทำการลบไฟล์เริ่มต้นและบันทึกต่อไปโดยอัตโนมัติ
  • การจัดเก็บไฟล์จะแยกกันระหว่างกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • ฟีเจอร์ Wi-Fi Direct สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Car_DVR ทั้งระบบ Android และ iOS
  • รองรับเมนูภาษาไทย
  • รองรับ G-Sensor และ Motion Detection การจับภาพเคลื่อนไหว
  • แบตเตอรี่แบบ Super Capacitor ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ในกล้อง

 

รีวิว SCENE Drive Guard 800 : ดีไซน์ และการออกแบบ

สำหรับดีไซน์ของกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 จะเหมือนกับกล้องติดรถยนต์ทั่ว ๆ ไป ซึ่งบอดี้ทำมาจากพลาสติกสีดำ ผิวสัมผัสลื่น มีลวดลาย และมีน้ำหนักเบา โดยกล้องด้านหน้า มาพร้อมกับความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD (1920 x 1080 พิกเซล), มุมมองกว้าง 150 องศา และเลนส์กระจก 6 ชิ้น

 

ส่วนกล้องด้านหลัง ความละเอียดอยู่ที่ระดับ HD (720p) มุมมองกว้าง 120 องศา ซึ่งสามารถติดตั้งได้ทั้งในตัวรถ บริเวณกระจกหลัง รวมถึงตรงป้ายทะเบียนด้านหลังรถ โดยสายสัญญาณเชื่อมต่อระหว่างกล้องหน้ากับกล้องหลัง มีความยาวที่เพียงพอในการซ่อนสายสำหรับรถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ โดยสามารถซ่อนสายไว้ใต้พรม หรือตามขอบยางตัวรถด้านใน ส่วนสายเส้นสีแดงนั้น สำหรับเชื่อมกับไฟถอยหลัง เมื่อเข้าเกียร์ถอยหลัง กล้องติดรถยนต์ก็จะตัดภาพเข้ากล้องหลังอัตโนมัติ แต่ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง

 

หน้าจอแสดงผลมีขนาดอยู่ที่ 3 นิ้ว แบบ Enhanced IPS Screen พร้อมไฟแสดงสถานะการทำงานที่มุมบนซ้าย

 

มาดูกันที่ปุ่มควบคุมการใช้งานกันบ้าง ซึ่งด้านขวาของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ปุ่มตกลง, ปุ่มเลือกโหมดการใช้งาน (โหมดวิดีโอ หรือโหมดถ่ายภาพ), ปุ่มล็อกไฟล์ และปุ่มเปิด-ปิดเครื่อง

 

ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ช่องใส่ microSD Card รองรับสูงสุดที่ 128 GB (Class 10), ปุ่มเลื่อนขึ้น, ปุ่มเมนู หรือเปิด-ปิด Wi-Fi (กดค้าง) และปุ่มเลื่อนลง

 

ด้านบนของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ช่องสัญญาณกล้องด้านหลัง, ช่องใส่ขายึดกระจก และช่องจ่ายไฟ ส่วนด้านล่างตัวเครื่อง เป็นปุ่ม Reset กับไมโครโฟนสำหรับบันทึกเสียง

 

สำหรับกล่องผลิตภัณฑ์จะระบุคุณสมบัติของกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 ไว้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น

  • ความละเอียดของวิดีโอสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p @30fps
  • กล้องด้านหน้า ความละเอียดระดับ Full HD (1080p) ส่วนกล้องด้านหลัง ความละเอียดระดับ HD (720p)
  • เซ็นเซอร์ HD CMOS Image Sensor
  • กล้องด้านหน้า มุมมองกว้าง 150 องศา ส่วนกล้องด้านหลัง มุมมองกว้าง 120 องศา
  • หน้าจอขนาด 3.0 นิ้ว แบบ IPS Screen
  • รองรับ microSD Card สูงสุด 128 GB (Class 10)
  • มีไมโครโฟนและลำโพงเสียงในตัว
  • รองรับ G-Sensor, บันทึกแบบวนลูป และ Motion Detection ตรวจจับการเคลื่อนไหว
  • รองรับ Wi-Fi Direct
  • รองรับเมนูภาษาไทย
  • รองรับการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนทั้งระบบ Android และ iOS ผ่านทางแอปพลิเคชัน Car_DVR

นอกเหนือจากคุณสมบัติด้านการเชื่อมต่อ Wi-Fi กับสมาร์ทโฟนแล้ว อีกหนึ่งคุณสมบัติที่น่าสนใจของกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 ก็คือ แบตเตอรี่แบบ Super Capacitor ซึ่งปกติแล้ว แบตเตอรี่ที่ใช้งานกับกล้องติดรถยนต์นั้น เมื่อใช้งานไปนาน ๆ แบตเตอรี่จะเสื่อมและบวม จึงส่งผลต่อการใช้งาน ซึ่งอาจจะทำให้กล้องเปิดไม่ติด, ไม่บันทึกภาพ รวมถึงจำเป็นต้องตั้งค่าวันที่และเวลาใหม่ทุกครั้งที่เปิดกล้อง

แต่สำหรับแบตเตอรี่แบบ Super Capacitor บนกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 จะมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่า, หมดปัญหาเรื่องการระเบิดของแบตเตอรี่ที่ไม่มีคุณภาพ, สามารถใช้งานในที่อุณหภูมิสูง (ทนแดด) ได้ และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่เหมือนกับกล้องติดรถยนต์ทั่ว ๆ ไปอีกด้วย

 

ส่วนอุปกรณ์ที่ให้มาในกล่องผลิตภัณฑ์ ก็ได้แก่ Adapter สำหรับจ่ายไฟ เสียบเข้ากับที่จุดบุหรี่ภายในรถยนต์ และขายึดกระจกสำหรับยึดตัวกล้องกับกระจกหน้ารถ ซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อน, สามารถปรับมุมของตัวกล้องให้เหมาะสมกับการใช้งาน และไม่รบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่

โดยกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 มีระยะเวลารับประกันสินค้านานถึง 18 เดือน หรือถ้าหากสินค้ามีปัญหาจากการผลิตภายใน 30 วันนับจากวันที่ซื้อ ทางบริษัทจะเปลี่ยนสินค้าให้ใหม่

 

เปรียบเทียบ SCENE Drive Guard 800 vs SCENE Drive Guard 400

SCENE Drive Guard 400 (ซ้าย) vs SCENE Drive Guard 800 (ขวา)

สำหรับกล้องติดรถยนต์ SCENE ซีรี่ส์ Drive Guard นั้น นอกเหนือจากรุ่น Drive Guard 800 (ขวา) ซึ่งเป็นกล้องหน้า-หลังแล้ว ยังมีอีกรุ่น นั่นก็คือ SCENE Drive Guard 400 (ซ้าย) โดยจะเห็นว่า ทั้ง 2 รุ่นมีดีไซน์เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ SCENE Drive Guard 400 จะมีเฉพาะกล้องด้านหน้า, โลโก้ SCENE มีสีทอง และไม่มีช่องสัญญาณกล้องด้านหลัง ส่วนสเปกอื่น ๆ นั้นเหมือนกันทั้ง 2 รุ่น ทั้งความละเอียดของกล้องด้านหน้า รวมถึงฟีเจอร์ต่าง ๆ

 

รีวิว SCENE Drive Guard 800 : ทดสอบใช้งาน

สำหรับวิธีการติดตั้งกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 ก็เหมือนกับการติดตั้งกล้องติดรถยนต์รุ่นอื่น ๆ ด้วยการนำตัวกล้องติดกับขายึดกระจก จากนั้นหาตำแหน่งที่กระจกรถด้านหน้าสำหรับติดตั้ง โดยจะต้องเป็นจุดที่ไม่รบกวนทัศนวิสัยในการขับขี่ และสามารถมองเห็นภาพด้านหน้าในมุมกว้างได้อย่างชัดเจน เมื่อได้จุดที่ต้องการแล้ว ให้ผลักที่ตัวล็อกด้านบนเพื่อยึดกับกระจก จากนั้นเสียบสายชาร์จและสายกล้องหลังเพื่อเริ่มใช้งาน

เมื่อเปิดปุ่ม Power เพื่อเริ่มใช้งานแล้ว ในหน้าจอแสดงผลจะแสดงโหมดการใช้งาน, สถานะของการเชื่อมต่อ Wi-Fi, เวลาที่ใช้ในการบันทึก, ความละเอียดของวิดีโอ, การบันทึกแบบวนลูป, เปิด-ปิดไมโครโฟนเพื่อบันทึกเสียง, แสดงสถานะว่ามี microSD Card อยู่ภายในเครื่อง และแสดงวันที่/เวลา

 

นอกจากนี้ กล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 ยังรองรับเมนูการใช้งานภาษาไทย ที่สามารถปรับได้ในหน้าการตั้งค่าทั่วไป (กดที่ปุ่มเมนูด้านซ้ายของตัวเครื่อง) ซึ่งการตั้งค่าใช้งาน จะมีทั้งหมด 4 หมวดหมู่ ได้แก่

  • โหมดถ่ายวิดีโอ
    • ความละเอียดวิดีโอ (FHD : 1920 x 1080 พิกเซล @30fps หรือ HD : 1280 x 720 พิกเซล @30fps)
    • บันทึกวนทับ (1 นาที, 2 นาที, 3 นาที, 5 นาที, 10 นาที)
    • บันทึกเสียง (เปิด, ปิด)
  • โหมดถ่ายภาพ
    • ความละเอียดภาพ (2M, 1.2M)
    • คุณภาพของภาพ (คุณภาพสูง, คุณภาพดี)
    • ปรับการเปิดรับแสง (-2, -1, 0, 1, 2)
    • ความไวแสง (อัตโนมัติ, ISO 100, ISO 200, ISO 400)
    • ปรับความสว่างของภาพ (แนะนำให้ตั้งค่าเป็นตรงกลาง)
    • ปรับความคมชัดของภาพ (แนะนำให้ตั้งค่าเป็นตรงกลาง)
    • ปรับสีของภาพ (แนะนำให้ตั้งค่าเป็นตรงกลาง)
    • ปรับคุณภาพ (แนะนำให้ตั้งค่าเป็นตรงกลาง)
  • ตั้งค่าวิดีโอ
    • ระดับเสียง (ต่ำ-สูง)
    • ลบ
    • ป้องกัน (ล็อกไฟล์)
    • ประเภทวิดีโอ
  • การตั้งค่าทั่วไป
    • แสดงวันที่/เวลา
    • เลือกภาษา
    • ความถี่ (50Hz, 60Hz)
    • พักหน้าจออัตโนมัติ (ปิด, 1 นาที, 3 นาที)
    • G-Sensor (ปิด, สูง, กลาง, ต่ำ)
    • ตรวจจับการเคลื่อนไหว (ปิด, สูง, กลาง, ต่ำ)
    • คืนการตั้งค่า
    • ฟอร์แมตการ์ด

 

วิธีการเชื่อมต่อ Wi-Fi ระหว่างกล้องติดรถยนต์กับสมาร์ทโฟน

นอกเหนือจากการบันทึกวิดีโอแล้ว อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ถือว่า เป็นจุดขายหลัก ๆ ของกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 รวมถึงรุ่น SCENE Drive Guard 400 นั่นก็คือ Wi-Fi Direct สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้ ซึ่งขั้นตอนการเชื่อมต่อกล้องกับสมาร์ทโฟนนั้นก็ไม่ยุ่งยาก ด้วยการกดค้างที่ปุ่มเมนู แล้วให้สังเกตที่หน้าจอจะเห็นว่า เส้นคาดสีแดงบนไอคอน Wi-Fi นั้นหายไป จากนั้นให้มาที่สมาร์ทโฟน ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Wi-Fi แล้วเลือก Scene Drive Guard 800 ซึ่งจะแจ้งเตือนให้ใส่รหัสผ่านสำหรับเชื่อมต่อ นั่นก็คือ 1234567890 โดยเมื่อเสร็จสิ้นขั้นตอนการเชื่อมต่อ Wi-Fi แล้ว ที่หน้าจอของกล้อง ไอคอน Wi-Fi จะเปลี่ยนเป็นสีเขียว ซึ่งรุ่น SCENE Drive Guard 400 ก็ใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบนี้เช่นกัน

เมื่อเสร็จขั้นตอนการเชื่อมต่อในข้างต้นแล้ว ให้เปิดแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า Car_DVR (สามารถดาวน์โหลดมาใช้งานได้ฟรีทั้งบน Android และ iOS) ซึ่งแอปพลิเคชันนี้จะรวบรวมไฟล์ทั้งหมดที่ถูกเก็บไว้ใน microSD Card ทั้งไฟล์รูปภาพ, ไฟล์คลิปวิดีโอ รวมถึงล็อกไฟล์ อีกทั้งยังสามารถดูวิดีโอที่กำลังบันทึกไว้แบบ Real-Time ได้อีกด้วย

สำหรับข้อดีของกล้องติดรถยนต์ที่มี Wi-Fi นอกเหนือจากคุณสมบัติที่สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนได้แล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น ๆ อีกไม่ว่าจะเป็น

  • ด้วยหน้าจอของสมาร์ทโฟนที่มีขนาดใหญ่กว่าหน้าจอของกล้องติดรถยนต์ ทำให้เห็นรายละเอียดของไฟล์วิดีโอที่บันทึกไว้ได้อย่างชัดเจนขึ้น
  • ลดความยุ่งยากในการนำไฟล์ที่บันทึกไปใช้เป็นหลักฐาน เพราะไม่จำเป็นต้องถอด microSD Card แล้วนำไปเปิดกับคอมพิวเตอร์ แต่สามารถนำไฟล์ทั้งหมดเก็บบันทึกลงบนสมาร์ทโฟนได้เลย รวมถึงลดปัญหาที่แบตเตอรี่กล้องหมดทำให้ไม่สามารถเปิดดูไฟล์ที่อยู่ในตัวกล้องได้
  • สามารถใช้เป็นรีโมตในการใช้งานกล้องติดรถยนต์ได้ เช่น ถ่ายภาพนิ่ง หรือบันทึกเป็นคลิปวิดีโอ
  • สามารถตั้งค่าการใช้งานกล้องติดรถยนต์ผ่านทางสมาร์ทโฟนได้เลย ไม่ว่าจะเป็น การตั้งค่าความละเอียดของวิดีโอ, การตั้งค่าความละเอียดของภาพถ่าย, ระยะเวลาการบันทึกแบบวนลูป, การฟอร์แมต microSD Card หรือแม้แต่การรีเซ็ตกล้อง ก็สามารถทำได้เลยทันทีผ่านทางแอปพลิเคชัน

 

โดยทีมงาน techmoblog.com ได้ทำการทดสอบใช้งานกล้องติดรถยนต์ทั้งรุ่น SCENE Drive Guard 800 และ SCENE Drive Guard 400 ในช่วงเวลากลางวัน และกลางคืน มาดูกันดีกว่าว่า คุณภาพของวิดีโอที่ได้จะคมชัดขนาดไหน และมองเห็นป้ายทะเบียนของรถยนต์คันข้างหน้าและคันข้างหลังได้อย่างชัดเจนหรือไม่

 

บทสรุปการใช้งาน

สำหรับใครที่มองหากล้องติดรถยนต์คุณภาพดี ในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป SCENE Drive Guard 800 และ SCENE Drive Guard 400 ถือว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจไม่น้อย ซึ่งทั้ง 2 รุ่นมีดีไซน์และคุณสมบัติต่าง ๆ เหมือนกัน ต่างกันตรงที่ SCENE Drive Guard 800 จะมาพร้อมกับฟังก์ชันที่ครบครันกว่าเนื่องจากมีทั้งกล้องหน้าและกล้องหลัง เพิ่มความปลอดภัยแบบรอบทิศทาง

โดย SCENE Drive Guard 800 ประกอบด้วยกล้องทั้งหมด 2 ตัว ทั้งด้านหน้าและด้านหลังที่สามารถบันทึกภาพได้พร้อมกัน ซึ่งกล้องหน้ามาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 3.0 นิ้ว แบบ Enhanced IPS Screen รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ Full HD (1080p), มุมมองกว้าง 150 องศา, เซ็นเซอร์ HD CMOS Image Sensor และเลนส์กระจก 6 ชิ้น ส่วนกล้องด้านหลัง รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ HD (720p), มุมมองกว้าง 120 องศา พร้อมคุณสมบัติด้านการกันน้ำ สามารถติดตั้งทั้งที่กระจกด้านหลัง หรือบริเวณท้ายรถตรงบริเวณป้ายทะเบียนได้ แล้วแต่ความสะดวกของผู้ใช้งาน ส่วน SCENE Drive Guard 400 จะมีแค่กล้องด้านหน้า มุมมองกว้าง 150 องศา รองรับการบันทึกวิดีโอสูงสุดที่ระดับ Full HD (1080p) เช่นเดียวกับรุ่นพี่

จุดขายหลัก ๆ ของกล้องติดรถยนต์ทั้ง 2 รุ่นนี้ก็คือ ฟีเจอร์ Wi-Fi Direct ทำให้สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านทางแอปพลิเคชัน Car_DVR เพื่อควบคุมการทำงานต่าง ๆ ซึ่งข้อดีของกล้องติดรถยนต์ที่มี Wi-Fi ก็คือ ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุและจำเป็นต้องใช้คลิปวิดีโอที่ถูกบันทึกในตัวกล้อง ก็สามารถดาวน์โหลดคลิปดังกล่าวมาเก็บไว้ในสมาร์ทโฟนได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องถอด microSD Card (จากตัวกล้อง) อีกทั้งยังสามารถตั้งค่าการใช้งานต่าง ๆ ของกล้องได้ผ่านทางสมาร์ทโฟนอีกด้วย

ด้านแบตเตอรี่ที่ใช้บนกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 และ SCENE Drive Guard 400 เป็นแบตเตอรี่แบบ Super Capacitor ซึ่งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าแบตเตอรี่สำหรับกล้องติดรถยนต์ทั่วไป และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ อีกทั้งยังมีคุณสมบัติในการทนต่อความร้อน-แสงแดดได้เป็นอย่างดี

และจากการทดสอบใช้งานกล้องติดรถยนต์ทั้ง 2 รุ่น พบว่า ได้ภาพมุมมองกว้าง, มีความคมชัด และมองเห็นป้ายทะเบียนรถยนต์คันข้างหน้าและคันข้างหลังได้อย่างชัดเจน ทั้งการทดสอบในเวลากลางวัน และเวลากลางคืน โดยการบันทึกภาพนั้น จะเป็นแบบวนลูป โดยเมื่อหน่วยความจำเต็ม จะทำการลบไฟล์เริ่มต้นและบันทึกต่อไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉินและจำเป็นต้องใช้ไฟล์ดังกล่าวเพื่อเป็นหลักฐาน ก็จะมีฟีเจอร์ล็อกไฟล์วิดีโอซึ่งจะมีโฟลเดอร์จัดเก็บไฟล์ดังกล่าวแยกไว้ต่างหาก ทำให้ไม่ถูกบันทึกแบบวนทับในกรณีที่ microSD Card เต็ม

สำหรับราคาของกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 นั้น อยู่ที่ 2,790 บาท ส่วนรุ่น SCENE Drive Guard 400 อยู่ที่ 2,290 บาท โดยผู้ที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดของผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมได้ที่ scenegadget.com หรือผ่านทางแฟนเพจ Scene Gadget

 

จุดเด่นของกล้องติดรถยนต์ SCENE Drive Guard 800 และ SCENE Drive Guard 400

  • ขนาดกะทัดรัด ไม่บดบังทัศนวิสัยในการขับขี่ และสามารถติดตั้งได้ด้วยตนเอง
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 3 นิ้ว แบบ Enhanced IPS Screen
  • ความละเอียดของกล้อง
    • Drive Guard 800 : กล้องหน้า มุมมองกว้าง 150 องศา บันทึกที่ความละเอียดสูงสุด Full HD (1080p), กล้องหลัง มุมมองกว้าง 120 องศา บันทึกที่ความละเอียดสูงสุด HD (720P)
    • Drive Guard 400 : กล้องหน้า มุมมองกว้าง 150 องศา บันทึกที่ความละเอียดสูงสุด Full HD (1080p)
  • เซ็นเซอร์ HD CMOS Image Sensor
  • รองรับ microSD Card สูงสุด 128 GB (Class 10)
  • การบันทึกภาพเป็นแบบวนลูป โดยเมื่อหน่วยความจำเต็ม จะทำการลบไฟล์เริ่มต้นและบันทึกต่อไปโดยอัตโนมัติ
  • การจัดเก็บไฟล์จะแยกกันระหว่างกล้องหน้าและกล้องหลัง
  • Event Folder โฟลเดอร์สำหรับเก็บไฟล์วิดีโอแบบล็อกไฟล์ พร้อมปุ่มล็อกไฟล์วิดีโอฉุกเฉินที่ตัวเครื่อง
  • ฟีเจอร์ Wi-Fi Direct สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนผ่านแอปพลิเคชัน Car_DVR ทั้งระบบ Android และ iOS
  • รองรับเมนูภาษาไทย
  • รองรับ G-Sensor และ Motion Detection การจับภาพเคลื่อนไหว
  • แบตเตอรี่แบบ Super Capacitor ใช้งานได้ยาวนานขึ้น และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแบตเตอรี่ในกล้อง

 

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • กล้องหลังไม่ใช่ความละเอียดระดับ Full HD (เฉพาะรุ่น Drive Guard 800)
  • ไม่มี GPS ในตัว
  • ไม่รองรับเทคโนโลยี ADAS (Advanced Driver Assistance System) ทำการแจ้งเตือนเมื่อมีการอยู่นอกเลน
  • ควรใช้ microSD Class 10 ขึ้นไป ที่มีความจุอยู่ระหว่าง 8 GB - 128 GB เพื่อให้กล้องสามารถบันทึกไฟล์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และควรฟอร์แมต microSD Card อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง
  • การทำงานของกล้องติดรถยนต์จะมีประสิทธิภาพมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมของท้องถนนขณะขับขี่
  • เพื่อให้การใช้งานเต็มประสิทธิภาพ ควรใช้อุปกรณ์เสริมที่ให้มากับตัวกล้อง

 

 

------------------------------------

บทความรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 07/08/2019

SCENE Drive Guard 800 SCENE Drive Guard 400

ข่าวอัพเดทล่าสุด