หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

พรีวิว Samsung Galaxy S9 และ S9+ สองมือถือตัวท็อปรุ่นล่าสุด! กับหน้าจอไร้กรอบ ไร้ปุ่มโฮม พร้อมเร็วแรงด้วยชิป Exynos 9810 และระบบกล้องคู่ รองรับทั้ง AR Emoji และ Super Slow-Mo 960fps

Samsung Galaxy S9 และ S9+ มือถือจอไร้กรอบ ไร้ปุ่มโฮม รุ่นล่าสุดจาก Samsung ได้ฤกษ์เผยโฉมไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งในปีนี้มาพร้อมกับการยกเครื่องด้านคุณสมบัติภายในใหม่หมดจดให้เร็วแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม พร้อมชูโรงด้านการถ่ายภาพด้วยกล้องพร้อมเซ็นเซอร์แบบใหม่ในชื่อ Super Speed Dual Pixel ที่สามารถถ่ายภาพวิดีโอแบบ Super Slow-Mo ได้ที่ระดับ 960fps ซึ่งในรุ่น Galaxy S9+ ยังเป็นรุ่นแรกของตระกูล Galaxy S-Series ที่ได้ใช้งานระบบกล้องคู่ Dual-Camera นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่น่าสนใจอย่าง AR Emoji ที่สามารถสร้างอวตาร สีหน้า ท่าทาง ของผู้ใช้งานได้ บนดีไซน์ตัวเครื่องแบบ Metal-Glass ทำให้ตัวเครื่องมีความเรียบหรูพรีเมียมในตัว  

ซึ่งทางทีมงานได้มีโอกาสได้สัมผัสตัวเครื่องของ Samsung Galaxy S9 และ S9+ พร้อมทดลองใช้เบื้องต้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงขอนำมาเรียบเรียงเป็นพรีวิวเรียกน้ำย่อยให้ทุกท่านได้รับชมกัน โดย Galaxy S9 และ S9+ จะมีความสวยงามมากน้อยเพียงใด และมีจุดเด่นอย่างไรบ้าง เราไปรับชมกันเลยครับ

    SPONSORED

เริ่มต้นที่แพ็กเกจกันก่อน โดย Samsung Galaxy S9 ยังคงมาพร้อมกับแพ็กเกจสีดำ พร้อมประทับโลโกรุ่นด้วยสีน้ำเงินคล้ายกับรุ่น S8

ซึ่งภายในมาพร้อมกับอุปกรณ์เสริมแบบครบเครื่อง ทั้งสายเชื่อมต่อแบบ หูฟังที่ได้รับการจูนเสียงจาก AKG, จุกหูฟัง, microUSB to USB Type-C, USB Connector, คู่มือการใช้งาน (*เครื่องที่ทีมงานได้รับเป็นเครื่องทดสอบ ดังนั้นอุปกรณ์บางชิ้น เช่น USB Type-C, อะแดปเตอร์สำหรับชาร์จไฟ จะไม่ปรากฏอยู่ในภาพด้านต้น แต่เวอร์ชันวางจำหน่ายจริงจะมีอุปกรณ์ครบทุกชิ้น)

สำหรับ Samsung Galaxy S9 และ S9+ ยังคงเลือกใช้งานหน้าจอแสดงผลแบบไร้กรอบ ไร้ปุ่มโฮม หรือ Infinity Display พร้อมแผงหน้าจอแบบ Super AMOLED อยู่เช่นเดิม แต่ที่หน้าจอจะมีการเคลือบชั้นฟิล์มอีกหนึ่งชั้น เพื่อให้หน้าจอกับขอบด้านบนดูเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกัน

ที่ด้านบนของหน้าจอมาพร้อมเซ็นเซอร์สแกนม่านตา Iris Scanner, ลำโพงสำหรับสนทนา ซึ่งจะใช้งานเป็นลำโพงตัวที่สองด้วย, กล้องดิจัลด้านหน้า ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์วัดระยะ Proximity และเซ็นเซอร์วัดแสง Ambient Light ซึ่งจะสังเกตเห็นได้ว่า เซ็นเซอร์ต่างๆ ของ Galaxy S9 และ S9+ ค่อนข้างจะมีความเรียบเนียนเป็นชิ้นเดียวกับพื้นที่ขอบบนด้วย เนื่องจากทาง Samsung มีการเคลือบฟิล์มทับลงไปอีกชั้นนั่นเอง

ที่ด้านล่างของหน้าจอมีปุ่มควบคุมแบบสัมผัส ประกอบไปด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่มโฮม และปุ่มย้อนกลับ

ที่ด้านซ้ายของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ปุ่มปรับระดับเสียง และปุ่มเรียกใช้งานผู้ช่วยอัจฉริยะ Bixby

ที่ด้านขวาของตัวเครื่อง มีปุ่ม Power สำหรับล็อกหน้าจอ หรือเปิด-ปิด เครื่องติดตั้งเอาไว้

ที่ด้านบนของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน และถาดใส่ซิมการ์ด

ที่ด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบไปด้วย ไมโครโฟนสำหรับสนทนา, พอร์ตเชื่อมต่อแบบ USB Type-C และลำโพงหลักของตัวเครื่อง ซึ่งลำโพงทั้งสองตัวนั้นจะได้รับการจูนเสียงจาก AKG เหมือนกับหูฟังด้วย

สำหรับบอดี้ของ Galaxy S9 และ S9+ ถูกออกแบบมาด้วยดีไซน์แบบ Metal-Glass ซึ่งเป็นการขึ้นรูปด้วยเฟรมอะลูมิเนียมซีรีส์ 7000 ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่ทาง Samsung นำวัสดุดังกล่าวมาใช้งานกับมือถือตระกูล Galaxy S-Series พร้อมผสานด้วยกระจก Gorilla Glass 5 เพื่อเสริมความแข็งแกร่ง และความเงางามในตัว พร้อมกับได้ย้ายตำแหน่งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือมาอยู่ด้านล่างของตัวกล้อง เพื่อให้สแกนลายนิ้วมือได้สะดวกขึ้นโดยนิ้วไม่พลาดไปโดนหน้าเลนส์ พร้อมกับได้ย้ายไฟแฟลช และเซ็นเซอร์วัดอัตราหัวใจไปไว้ด้านขวาแทน

สำหรับ Galaxy S9 จะมาพร้อมกับกล้องเดี่ยวความละเอียด 12 ล้านพิกเซลเท่ากับ Galaxy S8 แต่ทาง Samsung มีการเปลี่ยนเซ็นเซอร์รับภาพเป็นตัวใหม่ในชื่อ Super Speed Dual Pixel ซึ่งสามารถจับภาพได้ไวกว่าเดิม ทั้งในสภาพแสงน้อย และแสงมาก พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับทีเด็ดอย่าง Dual Aperture ที่เป็นการสลับรูรับแสงจากตัวเลนส์แท้ๆ ได้ระหว่าง F/1.5 และ F/2.4 เพื่อตอบโจทย์การถ่ายภาพในสภาวะแสงที่แตกต่างกันออกไป โดยค่ารูรับแสงนั้นตัวกล้องจะทำการปรับให้เองแบบอัตโนมัติ และผู้ใช้ยังสามารถเลือกปรับได้เองในโหมด Pro

ส่วนในรุ่น Galaxy S9+ จะมาพร้อมกับความพิเศษในด้านการได้ใช้งานระบบกล้องคู่ Dual-Camera เป็นครั้งแรกของตระกูล Galaxy S-Series โดยกล้องตัวหลักจะเป็นกล้องตัวเดียวแบบ S9 ส่วนกล้องตัวที่สองนั้นเป็นแบบ Telephoto รูรับแสงกว้าง F/2.4 พร้อมระบบป้องกันภาพสั่นไหวแบบ OIS ซึ่งรองรับการถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ หรือ Live Focus เหมือน Galaxy Note 8 นอกจากนี้ กล้องของทั้งสองรุ่นยังมาพร้อมกับฟีเจอร์เด่นอย่าง Super Slow-Mo ที่สามารถถ่ายภาพแบบ Slow Motion ได้ที่ระดับ 960fps รวมทั้งยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Detect Motion ที่ตัวกล้องจะทำการถ่ายภาพ Slow Motion ให้แบบอัตโนมัติ หากตรวจจับได้ว่าวัตถุด้านหน้ากำลังเคลื่อนที่อยู่

เปรียบเทียบตัวเครื่องระหว่าง Samsung Galaxy S9 และ S9+ ซึ่งที่ด้านหน้ามาพร้อมกับหน้าจอ Inifinity Display แบบเดียวกันทั้งคู่ แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องของขนาดหน้าจอ ซึ่งในรุ่น S9 มีขนาดหน้าจออยู่ 5.8 นิ้ว ส่วน S9+ มาพร้อมกับขนาด 6.2 นิ้ว สัดส่วนในการแสดงผลแบบ 18.5:9 พร้อมความละเอียดสูงสุดระดับ Quad HD+

ส่วนที่ด้านหลังมีความแตกต่างในเรื่องของกล้อง ซึ่ง Galaxy S9 จะเป็นกล้องเดี่ยว ส่วน Galaxy S9+ เลือกใช้งานระบบกล้องคู่

ซ้าย S9 ขวา S8

เปรียบเทียบตัวเครื่องระหว่างรุ่นพี่อย่าง Samsung Galaxy S8 และ S9 จะเห็นได้ว่าดีไซน์โดยรวม และขนาดตัวเครื่องถือว่าใกล้เคียงกันเป็นอย่างมาก ซึ่งสามารถหยิบจับได้ถนัดมือ

ซ้าย S9 ขวา S8

ส่วนที่ด้านหลังจะเห็นได้ว่ามีึความแตกต่างกันแบบชัดเจน ในเรื่องของการจัดวางตำแหน่งกล้อง, เซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือ, ไฟแฟลช และเซ็นเซอร์วัดอัตราการเต้นของหัวใจ

นอกเหนือจากตัวเครื่องที่ได้รับการอัปเกรดแล้ว Samsung Galaxy S9 และ S9+ ยังมาพร้อมกับลูกเล่นที่น่าสนใจหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น AR Emoji สำหรับสร้างอวตารแบบเคลื่อนไหวได้ตามลักษณะใบ้หน้าของผู้ใช้งาน ซึ่งรูปอวตารนั้น จะถูก export ออกมาเป็นไฟล์ GIF และ VDO พร้อมกับท่าทางทั้งหมด 18 แอคชัน ซึ่งผู้ใช้สามารถสร้างอวตารได้ทั้งหมด 100 ตัว พร้อมแชร์ให้กับเพื่อนๆ ผ่านทาง Facebook Messenger หรือ Whatapp ได้ด้วย


ตัวอย่างสติกเกอร์เคลื่อนไหวที่สร้างด้วย AR Emoji

นอกจากนี้ Samsung Galaxy S9 และ S9+ ยังการรองรับคอนเทนต์ Dolby Atmos ที่ช่วยให้สามารถเล่นเสียงได้แบบรอบทิศทาง รวมไปถึง Bixby ที่มาพร้อมกับความสามารถ Live Translation ที่ช่วยให้ผู้ใช้สามารถแปลภาษาได้แบบง่ายๆ เพียงแค่ยกกล้องส่องเท่านั้น

อีกทั้ง ยังมาพร้อมกับ Intelligent Scan ซึ่งเป็นการนำเอาระบบสแกนม่านตา และระบบสแกนใบหน้ามาใช้งานร่วมกัน โดยหากสภาพแวดล้อมเป็นแบบแสงน้อย ตัวระบบจะเลือกใช้งาน Iris Scanner แต่หากมีแสงเพียงพอ ก็จะสลับไปใช้ระบบปลดล็อกด้วยใบหน้า เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ส่วนหากเป็นการยืนยันตัวตนสำหรับทำธุรกรรมทางการเงิน จะใช้งานทั้งสแกนม่านตา และสแกนใบหน้า เพื่อความปลอดภัย

ทั้งนี้ บทความนี้เป็นเพียงแค่การพรีวิวเพื่อให้เห็นดีไซน์ตัวเครื่อง และลูกเล่นเบื้องต้นเท่านั้น ซึ่งรีวิวแบบเจาะลึกทุกฟังก์ชันการใช้งาน จะตามมาภายในเร็วๆ นี้อย่างแน่นอน สามารถรอติดตามกันได้ครับ

 

---------------------------------------
บทความพรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 26/02/2018

    Promotion มือถือ แนะนำ

ข่าวอัพเดทล่าสุด


//To track Impressions use the following URL: