หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

[รีวิว] OPPO Reno 10x Zoom มือถือเรือธงกล้องหน้าสไลด์ได้ กล้องหลัง 3 ตัว 48MP ซูมไกล 60 เท่า บนสเปกระดับท็อปทั้ง Snapdragon 855 และ RAM 8 GB บนดีไซน์จอไร้ขอบ 6.6 นิ้ว และสแกนนิ้วบนจอ เคาะราคาที่ 28,990 บาท

เปิดตัวในไทยอย่างเป็นทางการแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2019 ที่ผ่านมา สำหรับ OPPO Reno Series สมาร์ทโฟนดีไซน์จอไร้ขอบ ไร้จอบาก รุ่นใหม่ล่าสุด ที่มาพร้อมกับจุดเด่น นั่นก็คือ กล้องด้านหน้าแบบ Pivot Rising Camera สไลด์เองอัตโนมัติในเวลา 0.8 วินาที รวมถึงการฝังเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) และดีไซน์แบบไร้รอยต่อ ซึ่งในซีรี่ส์นี้ เปิดตัวทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน นั่นก็คือ OPPO Reno และรุ่นที่ทีมงานจะมารีวิวให้ชมกันในวันนี้กับ OPPO Reno 10x Zoom

โดย OPPO Reno 10x Zoom นั้น เป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์เทียบเท่ารุ่น Find-Series อีกทั้งยังโดดเด่นกันตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกเลยก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์แบบ Metal-Glass Unibody ด้วยบอดี้กระจกทั้งด้านหน้าและด้านหลัง, กรอบโลหะ รวมถึงกระบวนการไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นแบบ Iridescent Multi-Layer Finish โดยมาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลขนาด 6.6 นิ้ว แบบ AMOLED Panoramic Screen ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล ในอัตราส่วน 19:5:9 ครอบทับด้วยกระจก Gorilla Glass 6 และรองรับระบบการสแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) รวมถึงระบบการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า (Face Recognition)

    SPONSORED

สำหรับกล้องถ่ายรูป ถือว่าเป็นจุดขายหลัก ๆ ของ OPPO Reno 10x Zoom รุ่นนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งมาพร้อมกับกล้องด้านหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) ความละเอียด 48+13+8 ล้านพิกเซล ที่มีทั้งเลนส์ Telephoto แบบ Periscope และเลนส์ Ultra Wide Angle มุมมองกว้าง 120 องศา ซึ่งรุ่นนี้ รองรับการซูมแบบ Hybrid Zoom ที่ 10 เท่า และ Digital Zoom สูงสุด 60 เท่า นอกเหนือจากการซูมแล้ว ยังมาพร้อมกับโหมด Ultra Night Mode 2.0 สำหรับถ่ายภาพในตอนกลางคืน และรองรับการบันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุดที่ 4K ส่วนกล้องด้านหน้า เป็นกล้องแบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล สไลด์ขึ้นเองอัตโนมัติเมื่อเปิดใช้งาน

ด้านการประมวลผลนั้น มาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.84 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 640 GPU, หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB, หน่วยความจำ ROM ขนาด 256 GB รองรับ microSD Card และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.0

เรียกได้ว่า เพียงแค่คุณสมบัติเบื้องต้น ก็ทำให้ OPPO Reno 10x Zoom รุ่นนี้มีความน่าสนใจไม่น้อย ส่วนจะตอบโจทย์ต่อการใช้งานแค่ไหนนั้น มาพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันกับ รีวิว OPPO Reno 10x Zoom โดยทีมงาน techmoblog.com

 

สรุปคะแนนทดสอบจากทีมงาน

 

สเปก OPPO Reno 10x Zoom
  • เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ Metal-Glass Unibody ด้วยกระจกที่ด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกรอบโลหะอะลูมิเนียม และไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นแบบ Iridescent Multi-Layer Finish
  • หน้าจอแสดงผลกว้าง 6.6 นิ้ว แบบ AMOLED Panoramic Screen ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล (FHD+), อัตราส่วน 19:5:9
    • สัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่อง 93.1%
    • กระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass 6
    • รองรับการแสดงผลช่วงสีของระบบสีแบบ NTSC ได้ 97%
    • รองรับมาตรฐานสีแบบ DCI-P3 
  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.84 GHz
  • หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 640 GPU
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 256 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 256 GB
  • กล้องด้านหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
    • ดีไซน์แบบ Pivot Rising Camera เปิดใช้งานภายในเวลา 0.8 วินาที
    • มีกลไกการป้องการตกหล่นขณะที่กล้องเปิดใช้งาน กล้องหน้าจะทำการจัดเก็บเข้าไปอย่างอัตโนมัติ 
    • ไฟแฟลชแบบ Soft Light 
    • รูรับแสงขนาด F/2.0
    • เทคโนโลยี AI Beauty Recognition Technology
    • โหมดถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode)
  • กล้องด้านหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) ประกอบด้วย
    • เลนส์ Ultra-Clear ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Sony IMX586, ขนาดเลนส์ 1/2.0 นิ้ว, รูรับแสง F/1.7
    • เลนส์ Telephoto แบบ Periscope พร้อมเทคโนโลยี D-Cut ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสง F/3.0
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, มุมมองกว้าง 120 องศา, รูรับแสง F/2.2
    • ไฟแฟลชคู่ (Dual-LED Flash)
    • ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Triple Focus (PDAF + LDAF + CDAF)
    • ระบบซูมภาพแบบ 10X Hybrid Zoom และ 60X Digital Zoom
    • ระบบป้องกันการสั่นแบบ Dual OIS
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือบนจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0)
  • ระบบการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า (Face Recognition)
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด (nanoSIM)
  • แบตเตอรี่ขนาด 4,065 mAh รองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง VOOC Flash Charge 3.0
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.0

>> สเปก OPPO Reno 10x Zoom อย่างละเอียด คลิกที่นี่

 

รีวิว OPPO Reno 10x Zoom : ดีไซน์ และการออกแบบ

OPPO Reno 10x Zoom มาพร้อมกับหน้าจอแสดงผลกว้าง 6.6 นิ้ว แบบ AMOLED Panoramic Screen ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล โดยเป็นดีไซน์จอไร้ขอบที่มีพื้นที่หน้าจอมากถึง 93.1% ซึ่งหน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno 10x Zoom รุ่นนี้ นอกจากจะแสดงผลได้เหมือนกับสีสันที่สายตาปกติเห็นแล้ว ยังลดการใช้พลังงานลง 8% รวมถึงผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland ด้วยฟิลเตอร์ที่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ถึง 56% อีกด้วย

นอกจากนี้ OPPO Reno 10x Zoom ยังใช้กระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass 6 รุ่นล่าสุด ที่มีความแข็งแกร่ง สามารถรองรับแรงกระแทกจากการใช้งาน ป้องกันรอยขีดข่วนได้มากขึ้น โดยมีขนาดตัวเครื่องอยู่ที่ 162 x 77.2 x 9.3 มิลลิเมตร และน้ำหนักอยู่ที่ 215 กรัม

 

ด้านบนของหน้าจอแสดงผล ไม่มีกล้องด้านหน้า และไม่ใช่ดีไซน์แบบจอบากเหมือนรุ่นก่อน ๆ ส่วนด้านล่างของหน้าจอแสดงผล เป็นปุ่มควบคุมการทำงานแบบ On-Screen ซึ่งประกอบด้วย ปุ่ม Recent Apps, ปุ่ม Home และปุ่มย้อนกลับ โดยสามารถเลือกเปลี่ยนวิธีการควบคุมการใช้งานเป็นแบบ Gestures ได้

 

สำหรับระบบสแกนลายนิ้วมือบน OPPO Reno 10x Zoom นั้น เป็นระบบสแกนลายนิ้วมือบนจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0) ที่มีความสว่างของพื้นที่สำหรับปลดล็อกเพิ่มขึ้น 10% ทำให้ปลดล็อกหน้าจอได้รวดเร็วกว่าเดิมถึง 28.5% ซึ่งจากการทดสอบพบว่า ปลดล็อกหน้าจอได้ในเวลาแค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น

 

ด้านขวาของตัวเครื่อง เป็นปุ่ม Power สำหรับเปิดเครื่อง, ปิดเครื่อง หรือล็อกหน้าจอแสดงผล และสามารถเรียกใช้งาน Google Assistant ได้อีกด้วย ส่วนด้านซ้ายของตัวเครื่อง เป็นปุ่มปรับระดับเสียง

 

ด้านบนของตัวเครื่อง เป็นส่วนของกล้องด้านหน้า พร้อมไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน ส่วนด้านล่างของตัวเครื่อง ประกอบด้วย ช่องสำหรับใส่ซิมการ์ดและ microSD Card, พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ USB-C, ไมโครโฟนตัวหลักสำหรับสนทนา และลำโพงเสียงที่มาพร้อมกับระบบเสียงแบบ Dolby Atmos

 

สำหรับกล้องด้านหน้าบน OPPO Reno 10x Zoom นั้น เป็นกล้องแบบ Pivot Rising Camera ด้วยการสไลด์ขึ้นทำมุม 11 องศา และเปิดใช้งานได้อย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 0.8 วินาทีเท่านั้น ซึ่งประกอบไปด้วย ลำโพงสำหรับสนทนา, ไฟแฟลชแบบ Soft Light และกล้องด้านหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล

โดยตัวกล้องได้ผ่านการทดสอบความทนทานในการใช้งานแบบสไลด์มากถึง 200,000 ครั้ง ซึ่งทาง OPPO เคลมไว้ว่า สามารถใช้งานได้นานมากกว่า 5 ปีแม้ว่าจะเปิดใช้งาน 100 ครั้งต่อวัน อีกทั้งยังมีกลไกป้องกันการตกหล่นในขณะที่กล้องเปิดใช้งาน โดยจะเก็บตัวกล้องเองอัตโนมัติ

 

สำหรับถาดใส่ซิมการ์ด เป็นแบบ Hybrid Slot รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ด และรองรับการใช้งานเครือข่าย 4G พร้อมกันทั้ง 2 ซิมการ์ด (Dual 4G) แต่ไม่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 2 กับ microSD Card ด้วยกันได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง

 

OPPO Reno 10x Zoom รุ่นที่นำมารีวิวในวันนี้ เป็นตัวเครื่องสี Ocean Green ที่มีการไล่เฉดสีหลายมิติแบบ Iridescent Multi-Layer Finish ซึ่งกล้องด้านหลัง 3 ตัวนั้น จะถูกซ่อนไว้ใต้กระจก พร้อมกับเคลือบผิวด้วยเทคโนโลยีนาโนอีกหลายชั้น ทำให้ตัวเลนส์ไม่ยื่นนูนออกมา และเพื่อป้องกันไม่ให้เลนส์กล้องเกิดรอยขีดข่วนเมื่อวางไว้บนโต๊ะหรือพื้นผิวต่าง ๆ จึงมีปุ่ม O-Dot ซึ่งเป็นปุ่มเซรามิกที่มีความแข็งแกร่ง ทำให้ตัวเครื่องยกขึ้นสูงเล็กน้อย

สำหรับกล้องด้านหลังของ OPPO Reno 10x Zoom เป็นกล้อง 3 ตัว (Triple-Camera) ซึ่งประกอบด้วย

  • เลนส์ Ultra-Clear ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Sony IMX586, ขนาดเลนส์ 1/2.0 นิ้ว, รูรับแสง F/1.7
  • เลนส์ Telephoto แบบ Periscope พร้อมเทคโนโลยี D-Cut ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสง F/3.0
  • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, มุมมองกว้าง 120 องศา, รูรับแสง F/2.2

นอกจากนี้ OPPO Reno 10x Zoom ยังรองรับไฟแฟลชคู่ (Dual-LED Flash) ที่อยู่ด้านหลังของกล้องหน้า, ระบบซูมภาพแบบ Hybrid Zoom ที่ 10 เท่า และ Digital Zoom สูงสุด 60 เท่า พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Triple Focus และระบบป้องกันการสั่นคู่แบบ Dual OIS

 

ด้านอุปกรณ์ที่แถมมาให้ในชุดจำหน่ายมาตรฐาน ประกอบด้วย หูฟังแบบ In-Ear พอร์ต USB-C, สายชาร์จพอร์ต USB-C พร้อม Adapter รองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง VOOC Flash Charge 3.0, เข็มจิ้มถาดใส่ซิมการ์ด, คู่มือการใช้งาน และเคส

 

ตัวอย่างเคสที่แถมมาให้ในชุดจำหน่ายมาตรฐาน

 

รีวิว OPPO Reno 10x Zoom : อินเทอร์เฟส และการใช้งานเบื้องต้น

OPPO Reno 10x Zoom รุ่นที่นำมารีวิวนี้ มาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855, หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB, หน่วยความจำ ROM ขนาด 256 GB และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.0

 

ในส่วนของศูนย์กลางการแจ้งเตือน (Notification Center) จะมีปุ่มลัดสำหรับควบคุมการทำงานในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น Wi-Fi, Bluetooth, Cellular, ไฟฉาย, เครื่องคิดเลข, ปรับความสว่างของหน้าจอ และอื่น ๆ ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกเมนูที่ใช้งานบ่อยมาไว้ในส่วนนี้ได้เช่นกัน

 

ผู้ช่วยอัจฉริยะ (Smart Assistant) จะเป็นฟังก์ชันสำหรับแนะนำข้อมูลต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งาน ซึ่งจะเป็นข้อมูลที่ใช้งานเป็นประจำอยู่แล้ว เช่น ข้อมูลด้านการออกกำลังกาย, ภาพถ่าย, รายชื่อผู้ติดต่อที่ติดต่ออยู่เป็นประจำ และอื่น ๆ

 

สามารถปรับแต่งหน้าจอการใช้งานได้ตามใจชอบ ทั้ง Widget, วอลเปเปอร์ รวมถึงเอฟเฟกต์เมื่อเปลี่ยนหน้าจอ

 

OPPO Reno 10x Zoom ไม่มี App Drawer ทำให้แอปพลิเคชันที่ติดตั้งมาให้แล้วในตัวเครื่อง รวมถึงแอปพลิเคชันที่ดาวน์โหลดมาอยู่ในหน้า Homescreen ทั้งหมด ซึ่งผู้ใช้สามารถเลือกจัดให้เป็นหมวดหมู่ได้ เบื้องต้นนั้น ได้มีการติดตั้งแอปพลิเคชันจาก Google มาให้อย่างครบครัน ทั้ง Chrome, Gmail, Google Maps, YouTube รวมถึงเครื่องมือต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้งาน

 

การกดค้างที่ไอคอนแอปพลิเคชัน จะปรากฏเมนูลัดขึ้นมา เพื่อให้สามารถใช้งานได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

 

รองรับฟังก์ชัน App Split-Screen ด้วยการแบ่งหน้าจอเพื่อให้สามารถใช้งาน 2 แอปฯ ได้พร้อมกัน รองรับการแสดงผลทั้งแนวตั้งและแนวนอน

 

OPPO Reno 10x Zoom รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ nanoSIM ซึ่งสามารถใช้งานเครือข่าย 4G LTE ได้ทั้ง 2 ซิม (Dual 4G LTE)

 

ในด้านความปลอดภัยนั้น OPPO Reno 10x Zoom รองรับทั้งระบบการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า (Face Recognition) และระบบสแกนลายนิ้วมือบนจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0)

 

หน้าจอแสดงผลของ OPPO Reno 10x Zoom สามารถปรับอุณหภูมิสีหน้าจอได้ทั้งแบบโทนเย็น หรือโทนอุ่น อีกทั้งยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Night Shield (การปกป้องในเวลากลางคืน) เพื่อลดแสงสีฟ้าจากหน้าจอ และช่วยป้องกันอาการเหนื่อยล้าของดวงตาได้

 

โหมดจอสีภาพ สามารถเลือกการแสดงผลได้ 2 แบบ นั่นก็คือ เจิดจ้า (Vivid) ซึ่งภาพที่แสดงออกมานั้นจะมีสีสันที่สดใส ส่วนโหมดอ่อนโยน (Gentle) สีสันที่ได้จะดรอปลงเล็กน้อย

 

สำหรับหน้าจอของ OPPO Reno 10x Zoom มีอัตราส่วนอยู่ที่ 19:5:9 ซึ่งแอปพลิเคชันที่รองรับการแสดงผลดังกล่าว สามารถปรับให้แสดงผลแบบเต็มหน้าจอได้

 

หน้า Home Screen สามารถการแสดงผลได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ โหมดมาตรฐาน (Standard Mode) และ โหมดลิ้นชัก (Drawer Mode)

 

สามารถเลือกจัดเรียง Layout ได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ 4x6 และ 5x6

 

ตัวจัดการโทร (Phone Manager) เป็นแอปพลิเคชันสำหรับจัดการประสิทธิภาพภายในตัวเครื่อง ทั้งการล้างเนื้อที่จัดเก็บข้อมูล, การสแกนไวรัส, ความเป็นส่วนตัว, ปกป้องการชำระเงิน และอื่น ๆ

 

รองรับ NFC, รองรับการชำระเงินผ่าน NFC และ Android Beam ซึ่งเป็นฟังก์ชันการรับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟน 2 เครื่องที่รองรับ NFC ด้วยการนำตัวเครื่องมาแตะกัน

 

รองรับการใช้ท่าทางและการเคลื่อนไหวเพื่อควบคุมการทำงานต่าง ๆ เช่น ยกขึ้นเพื่อเปิดหน้าจอ, ลาก 3 นิ้วเพื่อจับภาพหน้าจอ, วาดตัว O เพื่อเปิดกล้อง, รับสายอัตโนมัติเมื่อโทรศัพท์อยู่ใกล้หู และอื่น ๆ

 

รองรับฟังก์ชัน แถบด้านข้างอัจฉริยะ (Smart Sidebar) สามารถเข้าถึงเมนูลัด หรือแอปพลิเคชันได้อย่างรวดเร็ว ผ่านทางแถบสีขาวที่ปรากฏตรงขอบจอ ซึ่งรองรับทั้งการใช้งานทั้งแนวตั้งและแนวนอน

 

สามารถบันทึกภาพหน้าจอแบบยาวได้

 

OPPO Reno 10x Zoom รองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูงแบบ VOOC Flash Charge 3.0 ทำให้ชาร์จได้ไวขึ้น และประหยัดเวลาในการชาร์จ

 

นอกจากนี้ ยังมาพร้อมกับโหมดประหยัดพลังงาน ซึ่งมีให้เลือกทั้งโหมดประหยัดพลังงานแบบสมาร์ท และโหมดประหยัดพลังงานสูงมาก

 

ฟีเจอร์ โคลนแอป (Clone Apps) กับการสร้างสำเนาแอปพลิเคชัน ทำให้สามารถเชื่อมต่อ 2 บัญชีในแอปฯ เดียวได้พร้อมกัน เบื้องต้นนั้น รองรับเฉพาะแอปพลิเคชันด้านโซเชียล อย่างเช่น Facebook หรือ LINE เป็นต้น

 

สำหรับ Game Space เป็นฟีเจอร์ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อคอเกมโดยเฉพาะเลยก็ว่าได้ กับการบล็อกการแจ้งเตือนต่าง ๆ ทั้งข้อความ รวมถึงสายเรียกเข้า ไม่ให้มารบกวนสมาธิและความสนุกในระหว่างที่กำลังเล่นเกม นอกจากนี้ ยังสามารถล็อกความสว่างของหน้าจอในระหว่างเล่นเกมได้ด้วยเช่นกัน

 

ทดสอบการเล่นเกมที่เน้นกราฟิก 3 มิติอย่าง PUBG Mobile และ ROV กันบ้าง ซึ่งถือว่า OPPO Reno 10x Zoom ตอบสนองต่อการเล่นเกมได้อย่างลื่นไหล แทบจะไม่มีอาการหน่วงหรือกระตุกให้เห็น แม้ว่าตัวเครื่องจะมีการสะสมความร้อนในขณะเล่นเกมบ้าง แต่ก็ถือว่า ไม่มากจนเกินไป เนื่องจากรองรับเทคโนโลยีในการระบายความร้อนถึง 3 ชั้น ทำให้ลดอุณหภูมิลงได้ถึง 13% เลยทีเดียว

 

ทดสอบ Benchmark ด้วยโปรแกรม AnTuTu ทำได้ถึง 346,830 ส่วนการทดสอบด้วยโปรแกรม Geekbench 4 ทำได้ 3,050 คะแนน (Single-Core) และ 10,692 คะแนน (Multi-Core) 

 

ด้านเซ็นเซอร์ที่รองรับบน OPPO Reno 10x Zoom ก็ได้แก่ Accelerometer Sensor, Light Sensor, Orientation Sensor, Proximity Sensor, Gyroscope Sensor, Sound Sensor และ Magnetic Sensor

 

รีวิว OPPO Reno 10x Zoom : กล้องถ่ายรูป

สำหรับกล้องด้านหน้าบน OPPO Reno 10x Zoom นั้น เป็นกล้องแบบ Pivot Rising Camera เลื่อนขึ้นเองอัตโนมัติ ความละเอียดอยู่ที่ 16 ล้านพิกเซล พร้อมรูรับแสงขนาด F/2.0 โดยรองรับเทคโนโลยี AI Beauty ที่สามารถปรับโครงสร้างแต่ละส่วนของใบหน้าได้ด้วย AI ไม่ว่าจะเป็น ปรับสีผิวให้เรียบเนียน, ปรับใบหน้าเรียว หรือปรับคาง นอกจากนี้ ยังสามารถเลือกใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่ายได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงฟีเจอร์ HDR สำหรับการถ่ายภาพเซลฟี่แบบย้อนแสง

 

โหมดถ่ายภาพแบบ Portrait รองรับการใช้งานบนกล้องด้านหน้าด้วยเช่นกัน ซึ่งรองรับการทำงานร่วมกับ AI Beauty เช่นเดียวกับโหมดรูปถ่ายปกติ โดยการถ่ายภาพในโหมดนี้ ฉากหลังจะเบลอเล็กน้อย

 

นอกจากนี้ในโหมด Portrait ยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน Artistic Portrait กับการใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่ายทั้งหมด 5 รูปแบบด้วยกัน ทำให้ได้ภาพในโทนสีต่าง ๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องดาวน์โหลดแอปฯ ปรับแต่งภาพมาใช้งานแต่อย่างใด

 

ด้านกล้องด้านหลังของ OPPO Reno 10x Zoom นั้น เป็นกล้อง 3 ตัว (Triple-Camera) ที่ประกอบด้วย เลนส์หลัก ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (F/1.7), เลนส์ Telephoto แบบ Periscope ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล (F/3.0) และเลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (F/2.2) โดยมีโหมดถ่ายภาพให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น โหมดถ่ายภาพปกติ, โหมดถ่ายภาพ Portrait, โหมดถ่ายวิดีโอ, โหมดถ่ายภาพตอนกลางคืน, Panorama, โหมดผู้เชี่ยวชาญ (Expert), Time-Lapse, Slo-Mo และ Google Lens

นอกจากนี้ กล้องด้านหลังยังมาพร้อมกับฟังก์ชัน AI Scene Recognition ในการตรวจจับซีนของภาพถ่ายด้วย AI พร้อมกับทำการปรับแต่งภาพให้เหมาะสมกับแต่ละซีน ให้มีสีสันที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด

 

ฟีเจอร์สีตื่นตา (Dazzle Color 2.0) ปรับภาพถ่ายให้มีสีสันที่สดใสมากยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับการถ่ายภาพอาหาร ทำให้อาหารนั้นมีสีสันที่สดขึ้น และดูน่ารับประทานมากขึ้น หรือจะเป็นภาพดอกไม้สีสด ๆ ก็ได้เช่นกัน

 

สามารถใส่ฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่ายได้หลากหลายแบบ รวมถึงฟีเจอร์ HDR สำหรับการถ่ายภาพย้อนแสง

 

รองรับการถ่ายภาพมุมกว้างที่ 120 องศา รองรับการซูมแบบ Hybrid Zoom สูงสุดที่ 10 เท่า และการซูมแบบ Digital Zoom สูงสุด 60 เท่า

 

โหมดผู้เชี่ยวชาญ (Expert) สามารถปรับตั้งค่า Exposure, White Balance, AF และการชดเชยแสงได้ รวมถึงซูมภาพในโหมดนี้ได้สูงสุดที่ 2 เท่า

 

รองรับฟีเจอร์ Ultra Night Mode 2.0 สำหรับการถ่ายภาพด้วยโหมดกลางคืน ซึ่งจะช่วยลด noise และลดอาการภาพสั่นไหวโดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้อง

 

สำหรับการถ่ายวิดีโอนั้น รองรับทั้งโหมดปกติ ความละเอียดสูงสุด 4K Ultra HD แบบ 60fps, โหมด Slow Motion ความละเอียดสูงสุดที่ระดับ Full HD 1080p และโหมด Time-Lapse

 

บริการ Google Lens ค้นหารายละเอียดของวัตถุที่ต้องการจะค้นหา ด้วยการเปิดโหมดถ่ายภาพ Google Lens แล้วนำกล้องไปส่องวัตถุนั้น ๆ ก็จะปรากฏรายละเอียดขึ้นมาให้เลือก

 

นอกจากนี้ ยังสามารถตั้งค่าถ่ายภาพในส่วนอื่น ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น อัตราส่วนรูปภาพ, ตัวจับเวลา, เส้นตาราง, เสียงชัตเตอร์, AI รวมถึงเพิ่มลายน้ำ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า โหมด AI Beauty ระดับ 50

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า โหมด AI Beauty ระดับ 100

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า โหมด Portrait

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า โหมด Portrait พร้อมกับฟังก์ชัน Artistic Portrait ทั้ง 5 รูปแบบ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ เปิดฟังก์ชัน Dazzle Color 2.0

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ เปิดฟังก์ชัน Dazzle Color 2.0

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ เปิดฟังก์ชัน Dazzle Color 2.0

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ เปิดฟังก์ชัน Dazzle Color 2.0

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ เปิดฟังก์ชัน Dazzle Color 2.0

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดมุมกว้าง 120 องศา

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมดปกติ

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมด Night

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง ซูม 1 เท่า (ระยะปกติ)

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง ซูม 2 เท่า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง ซูม 6 เท่า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง ซูม 10 เท่า

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมด Portrait

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง โหมด Portrait

 

บทสรุปการใช้งาน

จากการทดสอบใช้งานในข้างต้น ก็พอจะสรุปได้ว่า OPPO Reno 10x Zoom เป็นสมาร์ทโฟนระดับไฮเอนด์ที่มีความน่าสนใจไม่น้อย เริ่มกันตั้งแต่รูปลักษณ์ภายนอกที่ถูกออกแบบให้เป็นดีไซน์แบบไร้ขอบ จอไม่บาก จอไม่เจาะรู ด้วยหน้าจอแสดงผลขนาดใหญ่ถึง 6.6 นิ้ว แบบ AMOLED Panoramic Screen ความละเอียด 1080 x 2340 พิกเซล (FHD+) ในอัตราส่วน 19:5:9 และด้วยดีไซน์แบบไร้ขอบนี้ ทำให้มีสัดส่วนหน้าจอแสดงผลกับตัวเครื่องมากถึง 93.1% แถมครอบทับด้วยกระจกหน้าจอแบบ Corning Gorilla Glass 6 เพิ่มความแกร่งอีกชั้น นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเซ็นเซอร์สแกนลายนิ้วมือบนหน้าจอแบบ Hidden Fingerprint Unlock 2.0 ที่ช่วยทำให้การปลดล็อกหน้าจอรวดเร็วกว่าเวอร์ชันเดิมถึง 28.5% ส่วนด้านหลังตัวเครื่อง มาพร้อมกับเทคโนโลยีการผลิตแบบไล่เฉดสีหลายมิติแบบ Iridescent Multi-Layer Finish

นอกเหนือจากด้านดีไซน์แล้ว กล้องถ่ายรูปถือว่าเป็นไฮไลท์ของรุ่นนี้เลยก็ว่าได้ ซึ่งกล้องด้านหน้า เป็นกล้องแบบ Pivot Rising Camera ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล เลื่อนขึ้นเองอัตโนมัติและใช้เวลาในการเปิดใช้งานเพียง 0.8 วินาทีเท่านั้น อีกทั้งยังมีฟีเจอร์ตรวจจับแรงโน้มถ่วง โดยตัวเครื่องจะเก็บกล้องเองอัตโนมัติเมื่อตรวจจับได้ว่าตัวเครื่องกำลังหล่น ซึ่งความแข็งแรงของกลไกกล้องด้านหน้า ทาง OPPO เผยว่า การเปิดใช้งานวันละ 100 ครั้ง สามารถใช้งานได้นานกว่า 5 ปีเลยทีเดียว

ส่วนกล้องด้านหลัง เป็นกล้อง 3 ตัว (Triple-Camera) ที่ประกอบไปด้วย เลนส์หลัก Ultra-Clear ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล (F/1.7) พร้อมเซ็นเซอร์ Sony IMX586, เลนส์ Telephoto แบบ Periscope ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล (F/3.0) และเลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล (F/2.2) ที่มีมุมมองกว้าง 120 องศา ทำให้ได้ภาพถ่ายแบบหลากหลายมุมมอง นอกจากนี้ ยังรองรับการซูมภาพ แบบ Hybrid Zoom ที่ 10 เท่า และ Digital Zoom สูงสุด 60 เท่า พร้อมระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Triple Focus และระบบป้องกันการสั่นคู่แบบ Dual OIS

ด้านการประมวลผลนั้น ถือว่าจัดเต็มแบบไม่เสียชื่อรุ่นเรือธงเลยก็ว่าได้ โดยมาพร้อมกับชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.84 GHz, หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 640 GPU, หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB และหน่วยความจำ ROM ขนาด 256 GB นอกจากนี้ ยังรองรับระบบระบายความร้อนถึง 3 ชั้น (3 Layer Cooling Technology) ที่ช่วยลดอุณหภูมิในขณะใช้งานได้ถึง 13% รวมถึงรองรับเทคโนโลยี Hyper Boost 2.0 ในการเร่งประสิทธิภาพของการทำงาน 3 ส่วนหลัก ๆ ได้แก่ แอปพลิเคชัน (AppBoost), ระบบ (SystemBoost) และเกม (GameBoost 2.0) ให้ดีขึ้น ทำให้ OPPO Reno 10x Zoom รุ่นนี้ ตอบโจทย์ด้านความบันเทิงอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการดูหนัง, ฟังเพลง และเล่นเกมกราฟิก 3 มิติ

สำหรับคุณสมบัติในด้านอื่น ๆ ก็ได้แก่ แบตเตอรี่ขนาด 4,065 mAh พร้อมเทคโนโลยีชาร์จเร็วแบบ VOOC Flash Charge 3.0, รองรับระบบการสแกนใบหน้า (Face Recognition), รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 4G ที่สามารถใช้งานเครือข่าย 4G LTE ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม, ฟีเจอร์ Dual-Frequency GPS รับสัญญาณได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพในด้านความแม่นยำกว่าเดิมถึง 66.8%, ระบบเสียง Dolby Atmos ดูหนังฟังเพลงได้เต็มอรรถรสมากขึ้น และทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.0

โดย OPPO Reno 10x Zoom วางจำหน่ายอย่างเป็นทางการในไทยแล้ววันนี้ เคาะราคาที่ 28,990 บาท มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ Ocean Green และ Jet Black สามารถไปจับจองเป็นเจ้าของกันได้ที่ OPPO Brand Shop ทุกสาขา และร้านค้าตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ

 

จุดเด่นของ OPPO Reno 10x Zoom

  • เทคโนโลยีการผลิตตัวเครื่องแบบ Metal-Glass Unibody ด้วยกระจกที่ด้านหน้าและด้านหลัง พร้อมกรอบโลหะอะลูมิเนียม และไล่เฉดสีผิวสัมผัสหลายชั้นแบบ Iridescent Multi-Layer Finish
  • หน้าจอแสดงผลกว้าง 6.6 นิ้ว แบบ AMOLED Panoramic Screen ความละเอียด 2340 x 1080 พิกเซล (FHD+), อัตราส่วน 19:5:9
    • สัดส่วนจอแสดงผลกับตัวเครื่อง 93.1%
    • กระจกหน้าจอ Corning Gorilla Glass 6
    • รองรับการแสดงผลช่วงสีของระบบสีแบบ NTSC ได้ 97%
    • รองรับมาตรฐานสีแบบ DCI-P3
    • ผ่านการรับรองจาก TÜV Rheinland ด้วยฟิลเตอร์ที่สามารถกรองแสงสีฟ้าได้ถึง 56%
  • ชิปเซ็ต Qualcomm Snapdragon 855 แบบ Octa-Core Processor ความเร็ว 2.84 GHz
  • หน่วยประมวลผลภาพกราฟิก Adreno 640 GPU
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 8 GB
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 256 GB รองรับ microSD Card สูงสุด 256 GB
  • กล้องด้านหน้า ความละเอียด 16 ล้านพิกเซล
    • ดีไซน์แบบ Pivot Rising Camera เปิดใช้งานภายในเวลา 0.8 วินาที
    • มีกลไกการป้องการตกหล่นขณะที่กล้องเปิดใช้งาน กล้องหน้าจะทำการจัดเก็บเข้าไปอย่างอัตโนมัติ 
    • ไฟแฟลชแบบ Soft Light 
    • รูรับแสงขนาด F/2.0
    • เทคโนโลยี AI Beauty Recognition Technology
    • โหมดถ่ายภาพแบบหน้าชัดหลังเบลอ (Portrait Mode)
  • กล้องด้านหลัง 3 ตัว (Triple-Camera) ประกอบด้วย
    • เลนส์ Ultra-Clear ความละเอียด 48 ล้านพิกเซล, เซ็นเซอร์ Sony IMX586, ขนาดเลนส์ 1/2.0 นิ้ว, รูรับแสง F/1.7
    • เลนส์ Telephoto แบบ Periscope พร้อมเทคโนโลยี D-Cut ความละเอียด 13 ล้านพิกเซล, รูรับแสง F/3.0
    • เลนส์ Ultra Wide Angle ความละเอียด 8 ล้านพิกเซล, มุมมองกว้าง 120 องศา, รูรับแสง F/2.2
    • ไฟแฟลชคู่ (Dual-LED Flash)
    • ระบบโฟกัสภาพอัตโนมัติแบบ Triple Focus (PDAF + LDAF + CDAF)
    • ระบบซูมภาพแบบ 10X Hybrid Zoom และ 60X Digital Zoom
    • ระบบป้องกันการสั่นแบบ Dual OIS
  • ระบบสแกนลายนิ้วมือบนจอ (Hidden Fingerprint Unlock 2.0)
  • ระบบการปลดล็อกหน้าจอด้วยใบหน้า (Face Recognition)
  • รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ Dual 4G ที่สามารถใช้งานเครือข่าย 4G LTE ได้พร้อมกันทั้ง 2 ซิม
  • ฟีเจอร์ Dual-Frequency GPS รับสัญญาณได้เร็วขึ้นและมีประสิทธิภาพในด้านความแม่นยำกว่าเดิมถึง 66.8%
  • ฟังก์ชัน Night Shield เพื่อลดแสงสีฟ้าจากหน้าจอ และช่วยป้องกันอาการเหนื่อยล้าของดวงตาได้
  • รองรับเทคโนโลยี NFC และการชำระเงินผ่านทาง NFC
  • รองรับฟีเจอร์ Android Beam รับส่งข้อมูลระหว่างสมาร์ทโฟน 2 เครื่องที่รองรับ NFC ด้วยการนำตัวเครื่องมาแตะกัน
  • ฟีเจอร์ โคลนแอป (Clone Apps) กับการสร้างสำเนาแอปพลิเคชัน ทำให้สามารถเชื่อมต่อ 2 บัญชีในแอปฯ เดียวได้พร้อมกัน
  • ฟีเจอร์ Game Space บล็อกการแจ้งเตือนต่าง ๆ ทั้งข้อความ รวมถึงสายเรียกเข้า ไม่ให้มารบกวนสมาธิและความสนุกในระหว่างที่กำลังเล่นเกม
  • ฟีเจอร์ App Split-Screen แบ่งหน้าจอเพื่อให้สามารถใช้งาน 2 แอปฯ ได้พร้อมกัน
  • แบตเตอรี่ขนาด 4,065 mAh รองรับเทคโนโลยีการชาร์จแบตเตอรี่ความเร็วสูง VOOC Flash Charge 3.0
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ Android 9.0 (Pie) ครอบทับด้วย ColorOS เวอร์ชัน 6.0

 

จุดที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม

  • ถาดใส่ซิมการ์ดเป็นแบบ Hybrid Slot ทำให้ไม่สามารถใส่ซิมการ์ดที่ 2 พร้อมกับ microSD Card ได้ ต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
  • ตัวเครื่องไม่มีคุณสมบัติในการป้องกันน้ำและป้องกันฝุ่น
  • ไม่มีช่องหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร
  • ตัวเครื่องถือว่าค่อนข้างหนา และหนักเล็กน้อย

 

ข้อควรทราบ : เครื่อง OPPO Reno 10x Zoom ในบทความรีวิวนี้ เป็นเพียงเครื่องทดสอบเท่านั้น คุณสมบัติบางอย่างอาจยังไม่สมบูรณ์ 100% และอาจไม่ตรงกับตัวเครื่องที่วางจำหน่ายจริง

 

 

------------------------------------

บทความรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 28/06/2019

OPPO Reno 10X Zoom รีวิว OPPO Reno 10x Zoom

ข่าวอัพเดทล่าสุด