หน้าแรก >> ข่าวทั้งหมด >> อ่านบทความ/ข่าว

[รีวิว] iPhone 13 Pro Max ไอโฟนตัวท็อปกับการอัปเกรดครั้งใหญ่ กล้องดีขึ้น แบตอึดขึ้น จอ ProMotion 120Hz และรองรับ 5G เริ่มต้นที่ 42,900 บาท

วางจำหน่ายในไทยอย่างเป็นทางการแล้ว สำหรับ iPhone 13 series ที่ในปีนี้ยังคงเปิดตัว 4 รุ่นด้วยกัน นั่นก็คือ iPhone 13 mini, iPhone 13, iPhone 13 Pro และ iPhone 13 Pro Max ซึ่งรุ่นที่ทีมงาน techmoblog.com จะนำมารีวิวให้ชมกันในครั้งนี้ก็คือ iPhone 13 Pro Max เรือธงรุ่นท็อปของซีรี่ส์นี้นั่นเอง

โดยในปีนี้ iPhone 13 Pro Max ได้มีการอัปเกรดของดีหลายอย่าง อย่างแรกก็คือ เทคโนโลยี Adaptive ProMotion ที่มาพร้อมกับ Refresh Rate ปรับได้สูงสุด 120Hz ซึ่งระบบจะทำการปรับให้อัตโนมัติตามคอนเทนต์ที่ใช้งาน

    SPONSORED

ถัดมาก็คือ ฟีเจอร์กล้องถ่ายรูป ซึ่งจะเห็นว่า เลนส์กล้องของ iPhone 13 Pro Max นั้น มีขนาดใหญ่ขึ้น รูรับแสงกว้างขึ้น ถ่ายในที่แสงน้อยได้ดีขึ้น โดยฟีเจอร์กล้องที่ถือว่าเป็นจุดขายของ iPhone 13 Pro Max ก็คือ Cinematic หรือโหมดถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังละลาย ที่สามารถกำหนดจุดโฟกัสได้เอง สามารถโฟกัสได้ตั้งตัวบุคคลหรือวัตถุก็ได้

ด้านชิปประมวลผล ปีนี้อัปเกรดมาใช้ Apple A15 Bionic ที่นอกจากจะประมวลผลได้เร็วและแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นชิปเซ็ตที่ช่วยประหยัดพลังงานมากกว่าเดิม อีกทั้งแบตเตอรี่ยังมีขนาดความจุมากขึ้นกว่ารุ่นเดิมอีกด้วย

สำหรับรีวิวนี้ จะเป็นการพูดถึงประสบการณ์การใช้งานในเวลา 1 สัปดาห์ คุ้มค่าหรือไม่ที่จะเปลี่ยนมาใช้ iPhone 13 Pro Max มาพิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันกับ รีวิว iPhone 13 Pro Max โดยทีมงาน techmoblog.com

    SPONSORED

 

สรุปสเปก iPhone 13 Pro Max

  • ขนาดตัวเครื่อง : 160.8 x 78.1 x 7.65 มิลลิเมตร
  • น้ำหนัก : 238 กรัม
  • หน้าจอแสดงผลขนาด 6.7 นิ้ว แบบ OLED ความละเอียด 2778 x 1284 พิกเซล (458 ppi)
    • จอภาพ Super Retina XDR พร้อมเทคโนโลยี ProMotion ที่มีอัตราการดึงข้อมูลใหม่แบบปรับได้สูงสุดที่ 120Hz
    • จอภาพ HDR
    • อัตราส่วนคอนทราสต์ 2,000,000:1 (ทั่วไป)
    • ความสว่างสูงสุด 1,000 นิต (ทั่วไป) และความสว่างสูงสุด 1,200 นิต (HDR)
    • เคลือบสารกันรอยนิ้วมือ
  • ชิปเซ็ต Apple A15 Bionic แบบ 6-Core Processor พร้อม Neural Engine แบบ 16‑core
  • หน่วยความจำ RAM ขนาด 6 GB
  • หน่วยความจำ ROM ขนาด 128 GB, 256 GB, 512 GB และ 1 TB
  • กล้องด้านหน้าแบบ TrueDepth ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.2)
  • กล้องด้านหลัง 3 ตัว (Triple Camera) ประกอบด้วย
    • เลนส์ Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.5)
    • เลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.8), 3x Optical Zoom, 15x Digital Zoom
    • เลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.8), มุมมองกว้าง 120 องศา
    • TOF 3D LiDAR Scanner
  • รองรับการสแกนใบหน้า (Face ID)
  • รองรับ Wi‑Fi 6 (มาตรฐาน 802.11ax), 4G LTE และ 5G
  • รองรับ GPS, GLONASS, Galileo, QZSS และ BeiDou ในตัว
  • พอร์ตการเชื่อมต่อแบบ Lightning
  • แบตเตอรี่แบบ Li-Ion ขนาด 4,352 mAh
    • รองรับการชาร์จเร็วขนาด 20W หรือสูงกว่า
    • รองรับการชาร์จแบบไร้สายในแบบ MagSafe สูงสุด 15W
    • รองรับการชาร์จแบบไร้สายในแบบ Qi สูงสุด 7.5W
  • คุณสมบัติด้านการทนน้ำและฝุ่นที่ระดับ IP68 (ความลึกไม่เกิน 6 เมตร ภายในระยะเวลาสูงสุด 30 นาที) ตามมาตรฐาน IEC 60529
  • ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 15

 

ดีไซน์ และการออกแบบ

iPhone 13 Pro Max รุ่นที่นำมารีวิวให้ชมกันในครั้งนี้ เป็นตัวเครื่องสี Graphite ตัวกล่องแพ็กเกจมีลักษณะบางเหมือน iPhone 12 series รุ่นปีที่แล้ว แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ ไม่มีพลาสติกหุ้มกล่องแต่จะเป็นแถบกาวยึดกับตัวกล่องแทน ตามนโยบายรักษ์โลกของ Apple ที่ต้องการลดขยะพลาสติกให้ได้มากที่สุด

สำหรับอุปกรณ์ที่ให้มาในชุดจำหน่ายมาตรฐาน ประกอบด้วย ตัวเครื่อง iPhone 13 Pro Max, สาย USB-C to Lightning, อุปกรณ์ถอดถาดใส่ซิมการ์ด, เอกสารการใช้งาน, คู่มือการรับประกัน และสติกเกอร์รูปโลโก้ Apple ซึ่งจะไม่มี Adapter กับหูฟังแถมมาให้

 

iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับหน้าจอขนาด 6.7 นิ้ว แบบ OLED ความละเอียด 2778 x 1284 พิกเซล บนจอภาพ Super Retina XDR อีกทั้งยังเป็น iPhone รุ่นแรกที่รองรับเทคโนโลยี Adaptive ProMotion รองรับอัตรารีเฟรชที่ปรับได้สูงสุด 120Hz ตามคอนเทนต์ที่ใช้งาน ทำให้ภาพที่ได้มีความลื่นไหล, smooth และสบายตามากขึ้น

นอกจากนี้ จอภาพของ iPhone 13 Pro Max ยังรองรับเทคโนโลยี HDR และการแสดงผลแบบ True Tone ที่จะทำการปรับ White Balance หน้าจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ใช้งานในขณะนั้น ทำให้ได้ภาพที่สดใสและดูเป็นธรรมชาติ

 

iPhone 13 Pro Max ยังคงใช้ดีไซน์จอบาก แต่มีการปรับขนาดเล็กลงเมื่อเทียบกับ iPhone 12 Pro Max รุ่นปีที่แล้ว ซึ่งกล้องด้านหน้า มีความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล และรองรับ Face ID, ไม่มีปุ่ม Home ควบคุมการใช้งานด้วยการปัดทั้งหมด

 

กรอบตัวเครื่องของ iPhone 13 Pro Max เป็น Stainless Steel ผิวสัมผัสเรียบเงา เพิ่มความแข็งแกร่งและทำให้ตัวเครื่องดูพรีเมียมขึ้น โดยด้านขวาตัวเครื่องเป็นปุ่มด้านข้าง

 

ส่วนด้านซ้ายตัวเครื่อง ประกอบด้วย ปุ่มปิดเสียง, ปุ่มปรับระดับเสียง และถาดใส่ซิมการ์ด ซึ่ง iPhone 13 Pro Max รองรับการใช้งาน 2 ซิมการ์ดแบบ nanoSIM และ eSIM

 

ด้านล่างตัวเครื่อง ประกอบด้วย ลำโพงเสียง, พอร์ต Lightning และไมโครโฟนสำหรับสนทนา

 

ด้านหลังตัวเครื่อง เป็นกล้อง 3 ตัว ประกอบด้วย เลนส์ Wide, Ultra Wide และ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซลทั้ง 3 เลนส์ พร้อม LiDAR Scanner และไฟแฟลช ซึ่งตัวเลนส์จะมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีลักษณะนูนขึ้นมา

 

เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่าง iPhone 13 Pro Max และ iPhone 12 Pro Max

เมื่อเปรียบเทียบกับ iPhone 12 Pro Max (ขวา) รุ่นปีที่แล้ว จะเห็นว่า จอบากมีขนาดเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่โมดูลกล้องหลังมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น นั่นหมายความว่า เคส iPhone 12 Pro Max จะไม่สามารถใช้งานกับ iPhone 13 Pro Max ได้แล้ว

**iPhone 12 Pro Max รุ่นที่นำมาเปรียบเทียบ มีการใส่ที่ครอบเลนส์ไว้

 

อินเทอร์เฟส และการใช้งานเบื้องต้น

iPhone 13 Pro Max รุ่นที่นำมารีวิวนี้ ทำงานบนระบบปฏิบัติการ iOS 15 เวอร์ชันล่าสุด ซึ่งมาพร้อมกับอินเทอร์เฟสที่ผู้ใช้คุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว สามารถเพิ่ม Widget ได้ตามการใช้งาน ส่วนการปัดไปด้านขวา จะเป็น App Library รวมแอปพลิเคชันทั้งหมดที่มีในเครื่อง ซึ่งจะถูกจัดเรียงแยกไว้เป็นหมวดหมู่

 

ไฮไลท์ที่ถือว่าเป็นจุดขายของ iPhone 13 รุ่น Pro ทั้ง iPhone 13 Pro กับ iPhone 13 Pro Max ก็คือ หน้าจอรองรับอัตรารีเฟรชสูงสุดที่ 120Hz แล้ว ซึ่ง Apple มีชื่อเรียกเทคโนโลยีนี้ว่า Adaptive ProMotion สามารถปรับได้ในช่วงระหว่าง 10-120Hz ตามคอนเทนต์ที่ใช้งานอยู่ ซึ่งช่วยเรื่องการเคลื่อนไหวของหน้าจอจะมีความลื่นขึ้นและ smooth ขึ้น ทั้งนี้ ผู้ใช้สามารถตั้งค่าจำกัด Refresh Rate ที่ 60Hz ได้ ด้วยการเข้าไปที่ Settings > Accessibility > Motion > เปิด Limit Frame Rate

 

รองรับ Dark Mode เปลี่ยนธีมเป็นสีทึบ ใช้งานได้สบายตามากขึ้น ซึ่งผู้ใช้สามารถตั้งค่าให้เปิด Dark Mode อัตโนมัติตามช่วงเวลา หรือเปิดใช้งานตลอดก็ได้เช่นกัน นอกจากนี้ ยังรองรับฟีเจอร์ True Tone ที่ช่วยปรับ White Balance ให้ใกล้เคียงกับอุณหภูมิสีโดยรอบ ส่งผลทำให้การแสดงผลภาพมีความเป็นธรรมชาติ

 

อย่างที่กล่าวไว้ในตอนต้นว่า iPhone 13 Pro Max ยังคงใช้ดีไซน์จอบาก แต่มีการปรับขนาดให้เล็กลงเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ซึ่งจะมีส่วนที่บดบังการแสดงผลไปบ้าง ถ้าหากเป็นผู้ใช้ iPhone มือใหม่ อาจจะรู้สึกรำคาญสายตาเล็กน้อย แต่เมื่อใช้งานไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มคุ้นชินมากขึ้น

 

iPhone 13 Pro Max มาพร้อมชิปเซ็ต Apple A15 Bionic บนสถาปัตยกรรมขนาด 5 นาโนเมตร ซึ่งเป็นซีพียูแบบ 6-Core และชิปประมวลผลภาพกราฟิกแบบ 5-Core ด้าน RAM ทาง Apple ไม่ได้ให้ข้อมูลในส่วนนี้เอาไว้ แต่จากการทดสอบด้วยโปรแกรม Benchmark พบว่า iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับหน่วยความจำ RAM ขนาด 6 GB

ในด้านการเล่นเกม นอกเหนือจากชิปเซ็ตตัวแรงแล้ว iPhone 13 Pro Max ยังมาพร้อมกับหน้าจอขนาดใหญ่ถึง 6.7 นิ้ว ที่รองรับอัตรารีเฟรชสูงสุด 120Hz ทำให้การเล่นเกมมีความลื่นไหลมากขึ้น อย่างเกม PUBG Mobile สามารถปรับระดับกราฟิกได้ถึงระดับ Ultra HD ทำให้ภาพที่ได้คมชัด สีสด และตอบสนองต่อการสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ การปรับการตั้งค่าในระดับสูงสุด จะค่อนข้างสิ้นเปลืองพลังงานแบตเตอรี่และตัวเครื่องก็มีการสะสมความร้อนเช่นกัน

 

กล้อง iPhone 13 Pro Max มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

อีกหนึ่งจุดขายที่ทำให้ iPhone 13 Pro Max มีความน่าสนใจ นั่นก็คือ กล้องถ่ายรูป ซึ่งกล้องด้านหลังแม้จะยังเป็นกล้อง 3 ตัว 3 ระยะ แต่ได้รับการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้น โดยในปีนี้ ทั้ง iPhone 13 Pro กับ iPhone 13 Pro Max มาพร้อมกับคุณสมบัติกล้องที่เหมือนกันทั้งกล้องด้านหน้าและกล้องด้านหลัง

สำหรับกล้องหลัก เลนส์ Wide มาพร้อมความละเอียด 12 ล้านพิกเซล รูรับแสงกว้างขึ้นที่ F/1.5 จับคู่กับเลนส์ Ultra Wide ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/1.8) และเลนส์ Telephoto ความละเอียด 12 ล้านพิกเซล (F/2.8) ที่อัปเกรดการซูมแบบ Optical เป็น 3 เท่า ซูมได้สูงสุดที่ 6 เท่า และซูมแบบ Digital ได้สูงสุดที่ 15 เท่า อีกทั้งยังสามารถถ่ายภาพมาโครได้ใกล้สุดที่ระยะ 2 เซนติเมตรอีกด้วย

ส่วนกล้องด้านหน้า เป็นกล้องแบบ TrueDepth ความละเอียดอยู่ที่ 12 ล้านพิกเซล (F/2.2) รองรับการถ่ายภาพ Portrait หรือภาพถ่ายบุคคลเช่นกัน

 

Photographic Styles หรือสไตล์ภาพถ่าย ฟีเจอร์ใหม่แกะกล่องที่เป็นการเพิ่มฟิลเตอร์ให้กับภาพถ่ายนั่นเอง ซึ่งสามารถเลือกปรับอุณหภูมิโทนต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการ โดยฟีเจอร์นี้รองรับทั้งกล้องด้านหน้าและกล้องด้านหลัง

 

สำหรับการถ่ายวิดีโอ มีลูกเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาอย่าง Cinematic หรือโหมดภาพยนตร์ กับการถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ สามารถเลือกได้ว่า อยากให้โฟกัสที่จุดใดในระหว่างการถ่ายวิดีโอ ซึ่งจังหวะการเปลี่ยนจุดโฟกัสถือว่าทำได้ดี ทำให้วิดีโอมีความ smooth มากขึ้น และสามารถปรับระยะโฟกัสกับความเบลอหลังถ่ายไปแล้วได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้โหมดดังกล่าวจำกัดความละเอียดไว้ที่ 1080p 30 fps

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหลัง

 

ตัวอย่างภาพถ่ายจากกล้องด้านหน้า

 

สรุปการใช้งาน

จากการทดสอบใช้งาน iPhone 13 Pro Max เป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถือว่าเป็นไอโฟนที่ได้รับการพัฒนาได้ดีขึ้นอีกระดับเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้า ถ้าหากเป็นสายถ่ายภาพอยู่แล้วคงจะถูกใจไม่น้อย ด้วยฟีเจอร์และโหมดถ่ายภาพใหม่ ๆ ที่เพิ่มเข้ามา ประกอบกับการอัปเกรดเลนส์ให้ดีขึ้น รองรับการถ่ายภาพ 3 ระยะ สามารถถ่ายภาพมาโครได้ รวมถึงโหมด Cinematic ถ่ายวิดีโอแบบหน้าชัดหลังเบลอ เลือกจุดโฟกัสได้ ทำให้การถ่ายภาพด้วยกล้องบน iPhone 13 Pro Max มีความสนุกมากขึ้นไปอีก

 

ด้านการประมวลผลและการใช้งานทั่วไป รวมถึงการเล่นเกม ใครที่เคยใช้ iPhone มาก่อนคงจะทราบถึงประสิทธิภาพในส่วนนี้เป็นอย่างดีอยู่แล้ว เพราะเป็นสมาร์ทโฟนที่สามารถเล่นเกมได้ทุกเกม ประกอบกับการมาของหน้าจอ Adaptive ProMotion ที่รองรับอัตรารีเฟรชได้สูงสุดถึง 120Hz ทำให้สามารถปรับตั้งค่าการเล่นแบบสูงสุดได้

จริงอยู่ที่การเล่นเกมที่ต้องกินทรัพยากรตัวเครื่องมาก ทำให้ตัวเครื่องค่อนข้างร้อน แต่ในเรื่องของการระบายความร้อนถือว่าทำได้ดี รวมถึงชิปเซ็ต Apple A15 Bionic ที่มีการจัดการพลังงานได้ดีขึ้น และแบตเตอรี่มีความจุเพิ่มขึ้น ทำให้ใช้งานได้ยาวนานขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อน แม้จะเปิดใช้งาน 5G ร่วมด้วย ก็ไม่รู้สึกว่าแบตเตอรี่หมดไวผิดปกติ

ส่วนปัจจัยที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกว่า iPhone 13 Pro Max ยังไม่น่าสนใจ ก็คงจะเป็นเรื่องของดีไซน์ ที่แม้ว่าปีนี้จะมีการปรับขนาดของจอบากให้เล็กลง แต่ก็ยังคงเป็นดีไซน์จอบากอยู่ดี ซึ่งโดยรวมก็ถือว่าด้านดีไซน์ไม่ต่างจาก iPhone 12 Pro Max เท่าไหร่นัก

iPhone 13 Pro Max เหมาะกับใคร ? ส่วนตัวมองว่า ถ้าหากเป็นคนที่ใช้ iPhone 12 Pro Max หรือ iPhone 11 Pro Max อยู่แล้ว และเป็นผู้ใช้ที่ไม่ได้เน้นด้านการถ่ายภาพ อาจจะยังเป็นรุ่นที่ไม่น่าสนใจและยังไม่คุ้มค่าที่จะเปลี่ยน แต่คนที่ใช้ iPhone รุ่นเก่าอย่าง iPhone 8 หรือ iPhone X ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์การใช้งานใหม่ ๆ ได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ จุดที่ผู้ซื้อจะต้องทราบก่อนตัดสินใจซื้อ iPhone 13 Pro Max รวมถึง iPhone 13 รุ่นอื่น ๆ อย่าง iPhone 13 mini, iPhone 13 และ iPhone 13 Pro ก็คือ ไม่มี Adapter สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ รวมถึงหูฟังให้ในชุดจำหน่ายมาตรฐานแล้ว ต้องหาซื้อเพิ่มเอง ซึ่ง Apple ก็มีวางจำหน่าย Adapter แบบ USB-C ขนาด 20W ในราคา 690 บาท

iPhone 13 Pro Max มีให้เลือก 4 สี ได้แก่ กราไฟต์, ทอง, เงิน และเซียร์ร่าบลู มี 4 ขนาดความจุ ได้แก่ 128 GB, 256 GB, 512 GB และ 1 TB ส่วนราคา iPhone 13 Pro Max ในไทย เป็นดังนี้

  • iPhone 13 Pro Max (128 GB) ราคา 42,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max (256 GB) ราคา 46,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max (512 GB) ราคา 54,900 บาท
  • iPhone 13 Pro Max (1 TB) ราคา 62,900 บาท

 

เปรียบเทียบสเปก iPhone 13 series ทั้ง 4 รุ่น

 

 

-------------------------------------
บทความรีวิวโดย : techmoblog.com

Update : 22/11/2021

รีวิว iPhone 13 Pro Max